รัดโดนถากแว้วววว
Writing by rathjungzz on Thursday, 1 of March , 2007 at 9:16 am
ในที่สุดผมก็โดนถาก(Tag) แล้วคร้าบบ จากพี่ Elixer ช่างเป็นพระคุณอย่างสูงยิ่งครับ 55+ อุตส่าห์รอมาตั้งน๊านตั้งนานไม่มีคนมาถากซะทีจนว่าจะถากตัวเองให้มันรู้แล้วรู้รอด (สมัยก่อนผมเขียนในสเปซครับแล้วคนที่เล่นสเปซส่วนใหญ่เขายังไม่ถากกัน ผมก็เลยยังไม่โดนครับ -เป็นการปลอบใจตัวเองชนิดหนึ่ง T_T)
จะพูดถึง 5 เรื่องนะครับ
1.ชื่อ
2.ความฝันในวัยเด็ก
3.เกี่ยวกับการเขียน
4.การปรับตัวสมัยวัยรุ่น
5.ความขี้เก๊ก
เริ่มเลยนะครับ อัพไปอัพมาดันยาวมาก สนใจเรื่องไหนค่อยอ่านเอาละกันนะครับ
1.ถือแม้ประชากรไทยส่วนใหญ่กว่าครึ่งประเทศจะเรียกผมว่า “รัฐ” แต่อยากจะบอกว่าจริงๆแล้วผมเองก็แอบมีชื่อเล่นที่พ่อแม่ตั้งให้เหมือนกัน และกว่าจะมาลงตัวที่รัฐนี่ก็ผ่านการเปลี่ยนมาอย่างโชกโชน
ตอนเกิดมา ผมมีชื่อสุดแนวว่า “ยันต์”ครับ ยันต์ที่เอาไว้โยนใส่ผีนี่แหละครับ - -” ชื่อจริงๆด้วยนะครับไม่ใช่ชื่อเล่น ด้วยความแนวจัดของพ่อผม (ที่ไม่รู้คิดอะไรอยู่)
หลังจากนั้น หลังจากทนเสียงทัดทานจากคนรอบข้างไม่ไหว ทุกคนที่ได้ยินชื่อนี้ต่าง “เฮ้ย เอาจริงอ่ะ !!” พ่อผมก็เลยมาเปลี่ยนชื่อผมอีกครั้งเป็น “ศรันย์” หลังจากใช้ชื่อแรกได้ไม่ถึงอาทิตย์
และต่อมา ก็เกิดคิดขึ้นได้ว่าชื่อลูกทั้งทีน่าจะเอาที่มันไม่ซ้ำใครเพื่อความโดดเด่น สมัยนั้นมันมีรัฐสารพัดครับ รัฐกิจ รัฐกร รัฐภูมิ ฯลฯ พ่อผมก็เลย “รัฐ”เฉยๆมันซะเลย พวกข้างบนแปลว่า อะไรก็แล้วแต่(กิจ กร ภูมิ)ของแผ่นดิน ส่วนชื่อผมคือแผ่นดินเองเลยครับ 55+
หลังจากวันนั้น ถือเป็นความภูมิใจอย่างนึงของชีวิตผมที่มีชื่อที่ไม่ซ้ำใครได้ถึง 10 กว่าปี หลังจากนั้น ผมเริ่มเจอมันมากขึ้นเรื่อยๆ เริ่มจาก “รัฐ สุรพล”นี่แหละ จำได้เลย หลังจากนั้น รัฐสารพัดก็ตามมา - -” สรุปมันกลายเป็นชื่อโหลแล้วใช่มั้ยหนิ (ขนาดกระเทยตะวันในพันธุ์ทิพย์ยังแอบอ้างว่าชื่อ รัฐ ริมธาธิกุล เอาเข้าไป…)
ส่วนชื่อเล่นของผม มันโหลมากๆ ใช้กันครึ่งประเทศได้ ผมก็เลยไม่ค่อยชอบครับ แล้วชอบให้คนเรียกว่า “รัฐ” มากกว่า คนที่ยังเรียกชื่อเล่นอยู่ก็มีแต่ครอบครัวและพวกอยากแนวบางคนที่ไม่อยากซ้ำชาวบ้าน 55+
—————————————————-
2.ตัดมาสมัยม.ต้นผมมีความฝันในชีวิต เป็นเป้าหมายสูงสุดเลยนะครับตอนนั้น ว่าจะเคลียร์เกมดังๆทุกเกม และอ่านหนังสือการ์ตูนดังๆทุกเล่ม ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ดันไปมีความฝันแบบนั้น - -” ชีวิตผมตอนม.ต้นก็เลยขลุกอยู่แต่กับเกมกับการ์ตูนครับ รวมกับที่หม่อมแม่ไม่ค่อยให้ผมออกไปไหนด้วย (โคตรคุณชาย 55+) มันทำให้ผมเป็นคนขาดทักษะทางสังคมเมื่อโตมาครับ
แต่จนถึงเดี๋ยวนี้ เกมส์ที่ผมชอบที่สุดไม่เคยเปลี่ยนเลยก็คือ Final Fantasy VII ครับ เกมส์ระดับตำนานของ Square-Enix บรรยากาศ “ความอบอุ่นท่ามกลางความมืดมิด” นี่เป็นสิ่งที่ ไม่ว่าเกม ภาพยนตร์ หรืออะไรก็ตามเอาไปใช้ จะได้ใจผมไปเต็มๆครับ ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน 55+
แต่การเสพงานพวกนี้มากๆก็ให้อะไรผมเหมือนกันนะครับ ผมรู้สึกว่าเซนส์ทางด้านอะไรที่มันแฟนตาซีๆผมจะเหนือกว่าคนปกติอยู่ระดับนึงอ่ะครับ แบบว่ายังไงดีล่ะ ประมาณว่าเวลาดูหนังหรือเกมที่มันเป็นแฟนตาซีและ”ตั้งใจ”จะทำให้มันแปลกแบบโคตรเว่อร์ ผมกลับรูสึกเฉยๆครับ เพราะเวอร์กว่านี้ตูก็เจอมาเยอะแล้ว
—————————————————-
3.สมัยเด็กๆผมเกลี่ยดการเขียนมากครับ เวลาครูสั่งให้เขียนอะไรส่งนี่จะแบบว่า “โอ้ย แล้วจะให้ตูเขียนอะไรเนี่ย” ทำไมโตมากลายเป็นคนเขียนเอาๆก็ไม่รู้เหมือนกันครับ 55+ อาจเป็นเพราะผมเป็นคนชอบอ่านด้วยมั้งครับ
เวลาว่างๆผมมักจะไปอัพเดทหนังสือออกใหม่ตามร้านหนังสือ เวลาไม่มีอะไรทำก็ไปเดินเล่นร้านหนังสือ ผมรู้สึกว่าคนเราควรอ่านหนังสือครับเพื่อรับแนวคิดใหม่ๆที่เราไม่เคยคิดมากก่อน แต่ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมในสังคมไทย (อย่างน้อยก็ในเด็กและเยาวชน) คนที่อ่านหนังสือ กลับถูกมองว่าเป็นหนอนหนังสือและดูไม่ดีไปซะงั้น
ผมเองมีความฝันอย่างนึง (ที่ไม่ใช่ฝันหลัก) ว่าอยากจะมีกิจการเกี่ยวกับหนังสือเป็นของตนเอง อาจจะเป็นร้านหนังสือ หรือว่าสำนักพิมพ์ก็ได้ ซึ่งสำนักพิมพ์ก็อาจจะเป็นสำนักพิมพ์การ์ตูนก็ได้นะครับ แล้วแต่โอกาส ความฝันช่วงนั้นจะเอื้ออำนวย
—————————————————-
4.สมัยเป็นวัยรุ่นได้ไม่นาน (ช่วงม.ปลาย) ผมเคยมีปัญหากับการปรับตัวถึงขนาดต้องเข้าพบจิตแพทย์ครับ !! มานั่งนึกดู ตอนนั้นตูเป็นอะไรหว่า - -” เกือบจะนึกไม่ออกครับ จำได้ลางๆ ว่าสมัยอยู่ม.ปลายเป็นช่วงเวลาที่ผมไม่มีความสุขที่สุดในชีวิต หมายถึงแบบ ตอนนั้นก็ไม่ได้รู้สึกอะไร แต่มาตอนนี้(ที่ผมพอใจในชีวิตที่เป็นอยู่ทุกวันนี้)แล้วมองย้อนกลับไปมันทำให้ผมพบว่าสมัยนั้นผมไม่พอใจกับชีวิต
เนื่องจากการโตมาแบบไม่ค่อยปกติของผมสมัยเด็กๆ ทำให้เมื่อตัวผมเองต้องเข้าสู่สังคม ผมจึงมีปัญหาในเรื่องความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นครับ เพราะว่าอย่างที่บอกว่าตอนสมัยม.ต้นผมเก็บตัวเงียบอยู่ที่บ้านเพราะทางบ้านไม่ค่อยให้ออกไปไหน(หม่อมแม่ ทำไมไม่ให้หนูออกไปล่ะฮะ 55+) ผมจึงขาดทักษะทางสังคมขั้นรุนแรงเมื่อโตมา
นั่นแหละครับ เมื่อผมเข้ามาในสังคม สังคมบังคับให้ผมต้องปรับตัวครับไม่งั้นก็อยู่ไม่ได้ แต่มันเป็นการปรับที่ค่อนข้างจะรุนแรงเพราะไม่ได้ค่อยๆปรับเหมือนคนปกติเขา ทำให้ผมเป็นทุกข์กับชีวิตพอสมควรครับ
และนิสัยหลายๆอย่างของผมในตอนนั้น ทำให้ผมไม่ยอมปรึกษาทางบ้านครับ ผมเลยต้องหาทางออกให้ตัวเอง โดยการขอให้แม่พาไปพบจิตแพทย์ (ผมไม่ได้บ้าคร้าบบ !!) ผมแค่ต้องการปรึกษาผู้ใหญ่ซักคนครับ…
ชีวิตม.ปลายมีแต่ความสับสนไปซะหมดทุกเรื่อง ไม่รู้เลยว่าเกิดเรื่องแบบนี้ควรทำยังไง ทำยังไงถึงจะแก้ปัญหาได้ ควรวางตัวยังไง สารพัดครับ 55+ นี่แหละ เป็นวัยรุ่นมันเหนื่อย
จนเวลาผ่านไป ผมค่อยๆโตขึ้นเรื่อยๆ เริ่มรู้ว่าในเวลาต่างๆควรจะทำยังไง รวมกับได้อาจารย์หลายๆท่าน ทั้งเป็นคนจริงๆและหนังสือคอยชี้แนะ ตอนนี้ผมคิดว่าผมเองพอใจกับชีวิตที่ผมเป็นอยู่ในทุกๆวันนี้แล้วครับ
(แต่ยอมรับว่าผมก็ยังขาดทักษะทางสังคมในระดับนึง 55+)
—————————————————-
5.สมัยก่อนผมเป็นคนขี้เก๊กมากครับ 555+ แม้ว่าในใจลึกๆจริงๆสาเหตุที่เก๊กเป็นเพราะ “ขี้อาย”ครับ เป็น effect ของข้อ 4 ที่ไม่รู้ว่าควรจะทำตัวยังไงในบางสถานการณ์ ก็เลยพยายามทำตัวให้มันปกติไว้ แต่คนอื่นมองมามันไม่ปกติไงครับ แถมไม่ปกติมากๆด้วย 55+ เขาก็เลยมองว่าผมขี้เก๊กครับ
แล้วทีนี้มันมีครั้งนึงที่ไปเก๊กจนเกิดเรื่อง ก็คือในระหว่างที่ผมขับมอเตอร์ไซค์กลับบ้าน กำลังจะออกจากมหาวิทยาลัย (โรงเรียนสาธิตอยู่ในมข.) มีรุ่นน้อง(ผู้หญิงเป็นส่วนใหญ่)กลุ่มนึงกำลังนั่งอยู่ป้ายรถเมล์ทางฟากตรงข้ามของถนน เขาเรียก “พี่รัฐ” (สมัยม.ปลายผมเองก็แอบ Pop ในระดับนึงครับ แหม 55+) ผมเองก็กลับไปมอง ด้วยความขี้เก๊ก ผมก็เลยมองไปด้วยแล้วเก๊กไปด้วย 555+ (กะให้อารมณ์ประมาณพี่คล้าวใน FF7:AC ตอนขับมอไซค์)
ปรากฏว่า หันหน้ากลับมามองถนนอีกที
“ตู้มมม”
ชนรถสองแถวข้างหน้าเต็มๆ ต่อหน้ารุ่นน้อง(ผู้หญิง) ร่วม 20 คนได้ T_T เป็นอะไรที่อายแทบแทรกแผ่นดินหนี อารมณ์ตอนนั้น แบบไม่มีความเจ็บอยู่ในหัวเลย ตูน่าจะสลบไปให้มันรู้แล้วรู้รอดไม่น่าตื่นมารับสายตาอัน…จากคนนับ 30 เล้ยยย (รวมคนบนรถเมล์) แต่พอดีมันเลือดออกก็เลยต้องไปทำแผล ผมเก๊กเจ็บสุดชีวิต เอามือกุมหน้าผาก ไม่มองใคร (จริงๆคือไม่มีหน้าไปมองครับ 55+) นั่งบนรถสองแถวที่ผมไปชนเขาไปโรงพยาบาล เพราะรถสองแถวมันก็กลัวเป็นคดีวุ่นวายก็เลยไปส่งผมให้ผมไม่เอาเรื่อง (จริงๆรถสองแถวก็เบรคกะทันหันด้วยครับ แต่ผมก็ผิดที่ไม่มองถนน)
สิ่งที่อยากจะบอกก็คือ คนไหนเห็นผมเก๊กใส่ ให้รู้ไว้เลยว่าตอนนั้นผมกำลัง”อาย”อยู่ครับ 55+ (ถึงแม้ว่าเดี๋ยวนี้จะไม่ค่อยได้เก๊กแล้วก็เถอะ)
—————————————————-
ช่างเป็นการถากที่ยาวเหลือเกิน ยาวพอๆกับหน้า FAQ เลยให้มันได้งี้ดิ จริงๆตอนแรกว่าจะอัพสั้นๆ 55+ แก่มาเริ่มระลึกความหลัง
จบแต่เพียงเท่านี้ครับ
ปล.-เปลี่ยนแล้ว เพื่อความสนุกในชีวิต กระผมขอถากบุคคลต่อไปนี้ครับ หึๆ บักต้น บูติค แป๋วแหวว น้องยุ้ย และพี่ฟิว ครับ
-ไม่ขอถากต่อละกันนะครับ เพราะคงเล่นกันหมดแล้ว ส่วนบักต้นก็ถากตัวเองไปละกัน 55+
Category: My Nonsense
- Add this post to
- Del.icio.us -
- Meneame -
- Digg
Comment by turtledentist
Made Thursday, 1 of March , 2007 at 1:07 pm
โอ้โห..กว่าจะมาเป็น..รัฐ..ในทุกวันนี้..มันมีที่มา..
ว่าแต่ว่า..รัฐนี้ปกครองด้วยระบอบอะรัยอ่า
Comment by boo
Made Thursday, 1 of March , 2007 at 6:53 pm
เอาไงดี เอาเป็นว่าเราเม้น2เรื่องในนี้เลยนะ (เรื่องรายงานตัว กะ รัฐโดนถาก)
1.ถาก คือ อะไร งงๆ ถากถาง หรือว่าไง
2.ความสุข ชีวิต การเรียน
เพื่อนหลายคนก็เป็นแบบรัฐเหมือนกัน อยู่ที่ว่าจะเป็นมากเป็นน้อย สำหรับตัวเค้า เค้ายอมรับว่าเค้าไม่ใช่คนเก่ง การทำอะไรถ้าใจมันไม่ไป อะไรๆมันก็ทำไม่ได้ดี เทอม2 เค้าเริ่มต้นมาดี ขยัน อ่านแล็บมาก่อนทำ อะไรปามานนี้ แต่มิดเทอม ทวนไม่ทัน ความขยันมันไม่มากพอ คะแนนออกมา ดีกว่าที่เคย แต่ไม่ดีอย่างที่คิด เค้าสามารถมองได้ 2 มุม คือ มองว่า เรายังขยันไม่พอ เราต้องขยันกว่านี้ กับอย่างที่2 ขยันแล้วไม่ได้ดีแล้วจะขยันไปทำไม เค้ากลับเลือกมองอย่างที่2 จากนั้น จากที่เคยเรียนสนุกๆ เด๋วนี้เค้ากลับมองว่ามันน่าเบื่อ มันใช่ตัวเค้าเองหรือป่าว คะแนนมิดเทอมเค้า เพื่อนหลายคนบอกว่าเชื่อดิ ไม่ตกหรอก แต่สำหรับตัวเค้า เค้าคิดว่าไม่แน่ เพราะเค้าทำตัวเค้าเอง ทั้งที่คะแนนตัวเองก็ยังไม่ถือว่าตก แต่ปลายภาคกลับฉุดมันดิ่งลงเหว รู้สึกว่าบูติกคนเดิมหายไป กลายเป็นคนเศร้า ไม่มีความสุขในชีวิต เค้าเริ่มไม่ค่อยทักใคร เริ่มไม่ชอบไปเข้าสังคม ไม่ชอบคนเยอะๆ ไม่ไปสังสรรค์กะเพื่อนๆ จากที่คิดว่าชอบเรียนแพทย์ ช่วงสอบทุกครั้ง ความคิดนึงมันจะผุดขึ้น กูอยากซิ่ว กูไม่อยู่แล้ว ซิ่วแล้วไปไหน ซิ่วแล้วจะเป็นไง พ่อแม่น้องล่ะ ญาติล่ะ จะเสียใจไหม แล้วเราจะเป็นไง จะเสียใจไหมที่ตัดสินใจซิ่ว อนาคตล่ะ มันเวียนวนอยู่ในหัว อยากหนี ต้องการใครสักคนที่เข้าใจ อยากคุยกะจิตแพทย์เหมือนกัน และก็อยากไปวัด ช่วงใกล้สอบมีครั้งนึงคุยกะแม่ แม่หนูขอไปเรียนอักษรได้ไหม
เราสู้มาจนถึงป่านนี้แล้ว ยังจะถอยอยู่หรือ เราสอบเข้ามาได้ เราเรียนได้อยู่แล้ว
เค้าฝันอยากจะเป็นนักเขียน อยากจะมีหนังสือสักเล่มเป็นของตัวเอง แต่เค้า….
…
…
….
บ่นๆ ไร้สาระ งั้นเม้นแค่นี้ดีกว่า ไปล่ะ
Comment by boo
Made Thursday, 1 of March , 2007 at 6:56 pm
ชีวิตยังต้องเรียนรู้อีกเยอะ
เพื่อนหลายๆคนก็ท้อเหมือนกันแหละ อยู่ที่ว่าจะแก้ไขยังไง จะสู้ หรือ ถอย
สิ่งล้ำค่าที่สุดในชีวิต คือ ครอบครัว และมิตรภาพ
Comment by SaNoOkGeR
Made Thursday, 1 of March , 2007 at 7:27 pm
ฮ่าฮ่า…อ่านไปอ่านมาก้อตลกดี
รัดเขียนอะไรได้เยอะดีอ่า….น่าจะไปเขียนหนังสือขาย…
แนวแบบว่า….ชีวิตหมออย่างรัฐ….อะไรเงี๊ยะ…หุหุ
เด๋วจะอุดหนุน…
แวะมาทักทายเฉยๆน่ะ…
ปิดเทอมก้อคงเหนบ่อยขึ้นล่ะนะ…
ป.ล. เค้าชักเริ่มอยากมีเวปของตัวเองแล้วล่ะ…
Comment by -:Natsume:-
Made Thursday, 1 of March , 2007 at 9:06 pm
เขาว่ากันว่า….
ความสุขของเด็ก คือการได้เล่นของเล่น
ความสุขของวัยรุ่น คือกได้มีความรัก
ความสุขของผู้ใหญ่ คือความสำเร็จในอาชีพ
ความสุขของคนแก่ คือการได้ระลีกถึงความหลัง…..
เอ่อ พอดีเอาเวบ torrent ละครมาให้อ่ะ ไม่รู้ว่าจะมีเรื่องนั้นป่าวนะ
http://www.d-addicts.com/
Comment by ~=Fuelzone=~
Made Thursday, 1 of March , 2007 at 10:20 pm
เหอๆ ล่อซะยาวเลย แต่ว่าสนุกดี ยังไม่เคยโดน Tag อันนี้เลย โดนมาหลายอันแระ
อันนี้ยังม่าโดนเลย ถ้าโดนสงสัย 2 บรรทัดจบ 555+ ^^”
Comment by rathjungzz
Made Friday, 2 of March , 2007 at 12:33 am
อ่ะ ตอบครับๆ
To พี่เต่า
นั่นสิ ปกครองระบอบอะไรดี ระบอบช้างเท้าหลังดีมั้ย 55+
To boo
อ่ะนะ ถากก็คือ Tag อ่ะ ที่เขาฮิตๆกันเมื่อประมาณสามเดือนที่แล้ว คือคนโดนถากต้องมาเขียนเรื่องของตัวเอง 5 เรื่องแล้วถากชาวบ้านต่ออีก 5 คน
เรื่องที่สอง อ่านดูก็เป็น งงๆ นะ 55+ แต่เท่าที่อ่านดูมันต่างจากเค้าพอตัวอยู่นะ ถือว่าเราเป็นคนละเคสกันแล้วกัน เรื่องซิ่วเค้าคงไม่ซิ่วแน่ๆแหละ แต่จะว่ายังไงดีล่ะ ในเมื่อก็รู้อยู่แก่ใจว่าจริงๆอยากจะทำอะไร พอช่วงที่เหนื่อยจากการเรียน ก็อดฝันว่าได้ทำไม่ได้ พอฝันว่าได้ทำ ก็ไม่จำเป็นต้องใช้วิชาแพทย์ พอไม่จำเป็น ก็หมดไฟ…ของเค้าเป็นประมาณนี้แหละ ปิดเทอมนี้เค้าเลยว่าจะศึกษาแนวคิดของอาจารย์หลายๆท่านเกี่ยวกับการเปลี่ยนสายอาชีพดู หมายถึงแบบ แน่ล่ะว่ามันต้องค่อยๆเปลี่ยน แต่ระหว่างนั้นจะต้องคิดแบบไหนถึงจะดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างสมดุลที่สุด ประมาณนี้แหละ อ่ะ งง สรุปว่าช่างเถอะ 55+
To SaNooGer
อย่าเลย รอแฟนคลับเยอะๆก่อนค่อยเขียน 55+ (จะมีวันนั้นมั้ยล่ะ - -”) อยากมีเวบก็ทำดิ ลองเริ่มจากสำเร็จรูปอย่าง exteen หรือ wordpress อะไรงี้ก่อนก็ได้
To แป๋วแหวว
นั่นสินะ เค้าเองระยะหลังนี้ก็เริ่มปวดกระดูกกระเดี้ยวแล้วสิ สงสัยจะใกล้วัยชราเต็มที่แล้ว 55+ ขอบใจน้าที่เอาเวบมาให้ ขอเวลาศึกษาซักระยะว่ามันใช้ยังไง 55+
To พี่ฟิว
จ๊ากก ผมลืมไปเลยว่ามีเวบพี่อยู่ ตอนนั้นผมกด RSS ในเวบพี่ไปแล้วมันไม่ติดน่ะครับ เลยลืมไปเลยนึกว่ามันติดไปแล้ว ใน Resder ของผมเลยไม่มีเวบพี่อัพเดทซักที ผมเลยไม่ได้เข้าซักทีน่ะครับ
Comment by ~=Fuelzone=~
Made Friday, 2 of March , 2007 at 11:24 am
เหอๆ ม่าเป็นรายค้าบบบ
ว่าแต่ที่จิงอ่ะผมต้องเรียกคุนว่าพี่รัดน่ะคับ ผมเพิ่งอายุ 14 เอง - -*
ส่วนพี่รัดอ่ะเรียนหมอไปแว้ว เหอๆ เข้าใจผิดเล็กน้อย 5555+
Comment by นู๋แอร์
Made Friday, 2 of March , 2007 at 1:43 pm
ง่ะ เค้าก้โดน tag เหมือนกัน จากเพื่อนที่รามา
แต่ยังไม่ได้ตอบเลย เส้า T-T
สอบเสดแล้วสบายจิงจิงเน้อะ
ปล. รัฐก้ขี้เก๊กจิงๆ น่ะแหล่ะ แล้วเรื่องเก๊กจนตู้มอ่ะ ตลกมากจิงๆ 55555555555+
Comment by Zieghart
Made Friday, 2 of March , 2007 at 8:30 pm
โอ้ว อ่านแล้วต๊กกะใจ…ยังดีที่ตอนนั้นไม่เป็นอะไรมากนะครับ ไม่งั้นได้สมมุติถ้ามีแผลอะไรนี่…จะเป็นแผลแห่งเกียรติยศไว้เล่าให้ลูกหลานฟังแล้วเนี่ย…ปู่เก๊กจนได้แผลนี้มาล่ะหลานเอ๊ย !!
เรื่องคุยกับจิตแพทย์ จริงๆไม่ต้องไปกังวลหรือซีเรียสหรอกครับ คนหลายคนในสังคม(ไทย) ชอบไปตีความว่า จิตแพทย์ = หมอโรคจิต การไปหาจิตแพทย์ = เจ้าตัวบ้า ซึ่งจริงๆมันก็ไม่จริงเอาซะเลย…แค่เรามีความวิตกกังวล ซึมเศร้า หรือไม่แน่ใจเรื่องใดเรื่องหนึ่งของชีวิตเราเนี่ย การหาคนมาพูด มาระบายอะไรออกมา มันก็เป็นทางออกที่ดีนะครับ
…และจากข่าวคุณหมอคนดังที่เป็น talk of the town ช่วงนี้ ก็ทำให้ผมเห็นภาพเลยว่า คนไทยตีความคำว่า “คนบ้า” ได้แคบมากแค่ไหน…แอบเศร้าเหมือนกันนะเนี่ย
เรื่องการปรับตัวกับสังคมใหม่ๆเนี่ย ตอนผมก็มีปัญหาเหมือนกันนะ ตอนนั้นก็ไปปรึกษาอาจารย์หมอเหมือนกัน ไม่เห็นต้องอายใคร ^^
Comment by rathjungzz
Made Sunday, 4 of March , 2007 at 12:52 am
To น้องฟิว
เอ่าเหรอ 14 ขวบเองเหรอ เห็นทำเวบเป็นตัวเป็นตนแบบว่าให้อารมณ์ซํกม.ปลายมหาลัยอะไรแบบนี้มาก (ปกติเด็กมัธยมมักจะใช้เวบไดอารี่สำเร็จรูปไง) ดีแล้วๆ ออกมาทำเวบของตัวเองได้ความรู้มากมาย ย้อนนึกไปสมัยมัธยมผมก็พลาดอะไรดีๆไปเยอะเหมือนกันครับ
To แอร์
เอ่า นี่ไม่ไปทะลงทะเลสุขสันต์วัยรุ่นกับพวกเพื่อนๆเหรอ สอบเสร็จแล้วก็สบายอยู่ คงไปลำบากอีกทีก็ตอนซ่อมนั่นแหละ 55+
ปล.อารา๊าย เดี๋ยวนี้เค้าออกจะเป็นธรรมชาติ เก๊กเกิ๊กอะไรไม่มีหรอก…55+
To พี่ปัด
จริงๆผมว่าพี่เหมาะจะเป็นจิตแพทย์สุดๆเลยนะครับ เพราะพี่ดูเป็นแบบน่าจะเข้าใจชีวิตอะไรแบบนี้ดี 55+
เรื่องค่านิยมของสังคมไทยผมเห็นด้วยมากๆเลยครับว่ามันน่าเศร้าจริงๆ ทั้งๆที่เรื่องเกี่ยวกับจิตใจก็เป็นเรื่องของสุขภาพเรื่องนึงแท้ๆ ผมคิดว่าเวลาคนเราเป็นทุกข์มันก็เหมือนเราเป็นหวัดนั่นแหละครับ ปล่อยไว้มันก็หายเองเหมือนกัน แต่เป็นหวัดคนกลับไปหาหมอ ส่วนเป็นทุกข์กลับไม่ยอมไปหาหมอ ทั้งๆที่บางคนก็ทุกข์ยาวนานเป็นปียิ่งกว่าเป็นหวัดซะอีก
ผมว่าเรื่องนี้มันเกี่ยวกับทางภาครัฐไม่ส่งเสริมให้มันจริงๆจังๆด้วยแหละครับว่า”ไม่ต้องบ้าก็พบจิตแพทย์ได็” เดี๋ยวถ้าพี่เป็นจิตแพทย์ขึ้นมาจริงๆก็ลองทำโครงการดูละกันครับ 55+
Comment by บักต้น
Made Monday, 5 of March , 2007 at 8:20 pm
แล้วไอ้ที่ให้กูถากตัวเองนี่มันอะไรวะ แสรรด
(อยากจะวาดรูปตีนใส่ในกรอบ Comment จิงๆ )
Comment by pilyploy
Made Friday, 9 of March , 2007 at 9:12 pm
เพิ่งรู้สาเหตุของ อุบัติเหตุนั้นน่ะเนี่ย
เก๊ก= ขี้อาย หรอ จิงอะ!!!
ไม่ค่อยน่าเชื่อเลย^^
Comment by non
Made Thursday, 5 of April , 2007 at 9:07 pm
ขอไม่เสนอความเห็นมากนัก ขอขำกลิ้งไปมารอบๆโต๊ะพอแล้ว ![]()
Comment by _KungKung_
Made Thursday, 21 of June , 2007 at 11:43 am
p’ก็มีชื่อเล่น แต่ก็เหมือนกันหว่ะ คนไทยชื่อนี้สักประมาณ 1ใน3 ของประเทศได้มั้ง แต่อย่างว่าแหละด้วยความที่ชื่อพยางค์เดียว เพื่อนก็เลยเรียกแต่ชื่อจริง ชื่อเล่นก็มีแต่คนในครอบครัวเรียก
แต่ พี่ยังมีชื่อที่เพื่อนเขาเรียกกันด้ยนะ
ว่างๆไม่มีไรทำ โทรมาเล่นก็ได้:grin:





