For Freshy : ทางที่ดี แต่ไม่ได้เดิน ENDING
Writing by rathjungzz on Saturday, 2 of June , 2007 at 3:20 pm
Previous < <
For Freshy : ทางที่ดี แต่ไม่ได้เดิน vol.1
For Freshy : ทางที่ดี แต่ไม่ได้เดิน vol.2
For Freshy : ทางที่ดี แต่ไม่ได้เดิน vol.3
For Freshy : ทางที่ดี แต่ไม่ได้เดิน vol.4
หลังจากอ่านทั้ง 4 เรื่องแล้ว น้องอาจจะรู้สึกว่า “ไม่เห็นต้องบอกเลย เรื่องแค่นี้ใครๆก็รู้” ใช่ครับ ถ้าผมไปบอกตัวผมเองเมื่อสองปีก่อน ไอ้หมอนั่นมันก็คงพูดแบบนี้ ดังนั้น ถ้าเรื่องที่ผมบอกไปเป็นเรื่องที่น้องรู้อยู่แล้ว น้องก็อย่าลืมเรื่องเหล่านี้ไปนะครับ เมื่อเวลาผ่านพ้นไป… อย่าปล่อยให้มันค่อยๆหายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ถ้ารู้สึกว่ามันเริ่มหาย น้องกลับมาที่นี่ได้ครับ มันจะยังคงอยู่ตรงนี้คู่เวบนี้ไปตลอดตราบเท่าที่ยังมีเวบนี้อยู่
สรุปรวบยอด สิ่งที่ผมอยากบอกก็คือ
1.อย่าหนีครับ อย่าหนีจากสิ่งที่เราไม่ชอบ อย่าหนีจากการเรียน หรือแม้แต่อย่าหนีจากการอ่าน text ภาษาอังกฤษ
2.ชีวิตที่ลำบากมักให้อะไรเรามากมายเสมอ อย่ากลัวความลำบากครับ
3.ค้นหาสิ่งที่ตัวเองชอบ ถ้าเจอแล้วก็อย่าปิดโอกาสตัวเอง ลองทำสิ่งใหม่ๆไปเรื่อยๆ
ถึงผมจะแนะนำไปแบบนี้ แต่ชีวิตคนเราไม่ใช่ข้อสอบที่มีตัวเลือกไม่กี่ตัวแล้วมีถูกมีผิดแน่นอน มันมีทางเลือกที่ถูกมากมายเต็มไปหมด แล้วก็มีถูกมากถูกน้อยต่างกันออกไปตามแต่ละเส้น น้องไม่เลือกเดินทางนี้ ก็ไม่ได้แปลว่าน้องทำผิดครับ และผมเองที่ไม่ได้เดินทางนี้ ถึงแม้จะพลาดอะไรหลายๆอย่างไป แต่ก็ได้อะไรหลายๆอย่างมาเหมือนกันนะครับ ^ ^
เลือกทางเดินของตัวเองให้ดีๆครับ แล้วสนุกกับทางที่เลือก
จบครับ
—————————————————————–
ปล รวบยอด.
-เรื่องสนธิสัญญาพฤษภาฯ ก็สิ้นสุดลงแล้วนะครับ ประเมินผลย้อนหลัง ไม่ค่อยได้ทำตามเลย 555+ เนื่องจากที่ผมว่าแหละครับว่างานมันเยอะจริงๆกว่าจะกลับถึงบ้านก็ทุ่มกว่าๆแล้ว การออกกำลังเลยไม่ได้ทำ พอกลับมาก็เล่นเนท ถึงแม้จะเล่นไม่นาน แต่มันก็ผิดจากเวลาที่ระบุไว้ในสัญญา ส่วนอีกสองเรื่องที่เหลือผ่านฉลุยครับ สัญญาฉบับนี้ ก็ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีครับ ถึงแม้มันจะสิ้นสุดลงไปแล้วแต่ผมก็จะยังคงทำต่อไปเรื่อยๆครับ ^ ^ (ไม่รู้สึกภูมิใจเท่าที่ควรเพราะรู้สึกว่าไม่ได้ทำตามสัญญานัก T_T ถ้ามีครั้งหน้าคงดีขึ้นกว่านี้)
-คมช.นับวันยิ่งแปลกๆ - -” ความรู้สึกของผมคือ การบริหารประเทศมันไม่เข้ากับระบบการปกครองของทหารซักเท่าไหร่เลย (โดน Block ซะล่ะบลอกตู - -” ถ้าพรุ่งนี้เข้าไม่ได้ก็ไม่ต้องแปลกใจนะครับ)
-ไม่เห็นด้วยกับการที่รธน.ต้องมีการระบุว่าพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติครับ และไม่ปลื้มมากๆที่คนไทยเราชอบมองคนมุสลิมว่าป่าเถื่อน คนมั่วๆมันมีอยู่ทุกศาสนาแหละครับ - -”
—————————————————————–
Scoop พิเศษ ถ้าโดดเรียนจะเกิดอะไรขึ้น ?
แล้วถ้าเราโดดเรียนประจำจะเกิดอะไรขึ้น (ประสบการณ์ตรงตอนปี 2 T_T) ทุกๆคนเปิดเทอมมาใหม่ทั้งทีก็ต้องมีความคิดอยากทำเทอมนี้ให้ดีๆกันทั้งนั้น แล้วจุดบอดมันเริ่มจากตอนไหน มันเริ่มจากความคิดนี้ครับ “อ่ะ ง่วงแฮะ เรื่องนี้กูอ่านเองละกัน” จากนั้นผมก็หลับในคาบ แต่พอกลับไปดันไม่ได้อ่าน
วันต่อมาก็ไม่รู้เรื่องสิครับเพราะของเมื่อวานไม่รู้เรื่อง พอไม่รู้เรื่อง ก็เกิดความคิดนี้ครับ “เรียนไปก็ไม่รู้เรื่อง หลับดีกว่า เอาไว้ค่อยไปอ่านเองเอา”(พอดีมั่นใจในทักษะการอ่านเองพอตัว) แต่ยิ่งมันสะสมมากขึ้น การตามอ่านให้ทันยิ่งเป็นเรื่องยากขึ้น (อย่าลืมว่ามันไม่ได้เรียนวิชาเดียวแล้วแต่ละวิชาปี 2 นี่ก็บ้าพลังสุดๆครับ)
จากนั้น พอความไม่รู้เรื่องสะสมไปเรื่อยๆ การไปเรียนก็เป็นสิ่งที่ไม่อยากจะทำเอาซะเลย ไม่สนุกเลยซักนิด แล้วความคิดก็เตลิดเข้าป่าไปสารพัด “ทำไมกูต้องเรียนด้วย” “เรียนไปแล้วได้อะไร” “เพื่อนๆมันเรียนกันทำไมมากมาย เห็นแล้วหงุดหงิดชะมัด” “บักนั่นมันจะขยันเวอร์อะไรขนาดน้าน ชีวิตทำอย่างอื่นมั่งสิฟะ (นอนน่ะเหรอ?)” “เรียนไปทำไมในเมื่อกูไม่ได้จะเป็นหมออยู่แล้วหนิ” ฯลฯ
ผมเรียกพวกมันว่า “ข้ออ้างของการไม่เรียน” อ้างไปสารพัด จริงๆก็แค่หนีเท่านั้นแหละ… เริ่มจากหนีการเรียน พอจะสอบไม่มีความรู้ไปสอบก็ไม่อยากอ่าน “อ่านไปก็ไม่ทัน ไม่อ่านดีกว่า” ก็สอบไปเดาๆ คนเราเวลาทำอะไรได้ไม่ดี ก็มักจะไม่อยากทำครับ ไม่สนุก แค่นั้นยังไม่พอ เพื่อนในคณะก็รู้จักอยู่ไม่กี่คน เขาคุยอะไรกันก็คุยกับเขาไม่รู้เรื่อง มีประกาศอะไรก็ไม่รู้กับเขา ชีทในห้องเรียนก็ไม่เคยได้กับชาวบ้าน ต้องไปเสียเงินซีรอกซ์ชีทเพื่อนมาอ่าน (และก็อ่านไม่รู้เรื่องอีก - -”) ชีวิตปี 2 มันยุคมืดของผมจริงๆ T_T
ผมสรุปสาเหตุของความมืดในชีวิตได้ว่า
1.ผมไม่เห็นคุณค่าของ “ความรู้” ครับ
2.ผมประมาทความยากของเนื้อหาปี 2 เกินไป
3.ผมเอาแต่หนีครับ
ปี 2 เป็นปีที่เอาไว้ปรับอะไรๆที่มันไม่เข้าที่เข้าทาง ให้กลับมาทางที่ถูกที่ควรครับ พยายามเข้านะครับ น้องปี 2
Special 2.ว่าด้วยหอใน
มีน้องใหม่มากมายที่เป็นเด็กขอนแก่น มีบ้านอยู่ขอนแก่น เพราะฉะนั้นก็เลยอยู่บ้านเหมือนเดิมเมื่อขึ้นมหาลัยมา
ผมเองก็เป็นเด็กขอนแก่นเหมือนกันครับ แต่ตอนปี 1 ผมได้อยู่หอพักชายที่ 8 ของมหาลัยเป็นเวลา 1 ปีเต็ม ชีวิตช่วงที่อยู่ที่นั่น ก็มีทั้งสุขและทุกข์ปะปนกันไป และถ้าเทียบกับบ้าน ดูเหมือนมันจะทุกข์มากกว่าอยู่บ้านเยอะ เช่น ไม่มีน้ำอุ่นให้อาบตอนหน้าหนาว(แถมบางวันดันไม่ไหลอีก - -”) ไม่มีแอร์ตอนหน้าร้อน อาหารการกินก็ต้องออกไปหากินเอง เสื้อผ้าก็ต้องหาคนมาซักให้ (ถ้าไม่ฟิตจัดซักเอง) ไม่มีใครมาคอยปลุกทุกวัน จะสอบก็หาที่อ่านหนังสือเจ๋งๆเหมือนบ้านไม่ได้ อยู่หอเองก็เหงากว่าอยู่บ้านเยอะครับ (อาจเป็นเพราะนิสัยของผมเอง) มันต้องแก้ปัญหาสารพัดเลยครับ
แม้ว่าจะทุกข์กว่าอยู่บ้านเยอะ แต่มันกลับเป็นช่วงเวลาที่มีค่ามากๆช่วงนึงในชีวิตผมเลยนะครับ ได้เรียนรู้อะไรต่างๆมากมายที่อยู่บ้านคงไม่ได้เรียน การไม่มีน้ำอุ่นให้อาบ ทำให้ต้องหาวิธีที่จะอาบมันโดยไม่ทรมานที่สุด ทำให้เรียนรู้ว่าน้ำเย็นมันก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร, ไม่มีแอร์ก็นอนพัดลมไปดิ เปิดใส่เอาๆมันก็ไม่ได้ร้อนอะไรมากมาย, อาหารการกิน เสื้อผ้า อะไรๆต้องดูแลตัวเองทั้งหมด ยุ่งยากแต่ก็สนุกดีครับ การพึ่งพาตัวเองได้นี่ก็เป็นความสุขเล็กๆเหมือนกันนะ…
และสิ่งสำคัญคือ “เพื่อน”ครับ การอยู่อาศัยในที่เดียวกันมันสร้างความผูกพันที่อยู่บ้านแยกจากเพื่อนทำไม่ได้ ตอนผมอยู่หอผมได้เพื่อนใหม่หลายคนจากหลายๆคณะ เวลาจะสอบก็ออกไปติวไปอ่านหนังสือกันกับเพื่อนในคณะ ดึกๆอยากออกไปไหนกันก็ไป ฯลฯ ถ้าอยู่บ้าน สิ่งเหล่านี้จะสูญเสียไปครับ สูญเสียโอกาสที่จะได้ใช้ชีวิตที่ต้องพึ่งตัวเองของผู้ใหญ่ แล้วชีวิตน้องก็คงไม่ต่างจากชีวิตมัธยมเท่าไหร่ มันน่าเสียดายนะครับ…
และถ้าอยู่หอ จะให้ดีอยากให้อยู่หอในด้วย หนึ่ง เพราะหอนอกมันสบายเกินไปครับ สอง ความสบายที่มันได้มาผมว่ามันไม่คุ้มกับเงิน(ของพ่อแม่)ที่ต้องจ่ายไป สาม ถ้าอยู่หอในที่เพื่อนอยู่กันเยอะๆ (โดยเฉพาะหอแพทย์) น้องจะมีโอกาสได้อยู่ร่วมกันกับเพื่อนร่วมคณะมากมายครับ เราต้องอยู่ร่วมกันไปอีกหลายปี ต้องพึ่งพาอาศัยกันมากมาย เราจะสามารถเรียนรู้วิธีที่จะอยู่ร่วมกันกับคนอื่นได้ครับ เราจะสนิทกับเพื่อนมากขึ้น เจ๋งดีออก… แต่ข้อนี้ ถึงอยู่หอนอกก็สามารถมีเพื่อนได้เหมือนกันแหละครับ แต่อาจจะน้อยกว่าและไม่ใช่สายแพทย์ (ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีที่ได้เพื่อนต่างคณะ)
และมองในมุมกลับ หอนอกก็ให้บางสิ่งบางอย่างที่หอในให้ไม่ได้เช่นกันครับ แล้วแต่คนจะเห็นคุณค่าสิ่งไหนสำคัญกว่า…
สรุป: ไปอยู่หอกันเถอะครับ
และ ที่ผมบอกไปว่าการอยู่หอมีทั้งสุขและทุกข์ปนกันไป แต่สำหรับผมดูเหมือนสุขจะมากกว่านะครับ 55+
Comments (34)
Category: My Attitude, My Medicine
- Add this post to
- Del.icio.us -
- Meneame -
- Digg
