ไม่มีอะไรทำ บ่นให้คณะเล่นดีกว่า vol.2
Writing by rathjungzz on Saturday, 13 of October , 2007 at 7:07 pm
Previous < <
ไม่มีอะไรทำ บ่นให้คณะเล่นดีกว่า vol.1
——————————————————————
การสอบ
ปัญหาต่อมาคือการสอบ ระบบนี้มันดีจริงหรือ ? เรียนๆมาทั้งเทอมปลายเทอมก็มาท่องๆๆอยู่ไม่กี่อาทิตย์แล้วก็เข้าไปสอบ สอบเสร็จก็ลืมไปหมดภายในเวลาไม่กี่อาทิตย์นั่นแหละ ที่ยังหลงเหลืออยู่ก็ไม่มาก พอเป็นแกนๆ (พูดถึงคนส่วนใหญ่นะครับ ไม่ใช่พวกพันธุ์พิเศษบางคนที่จำได้หมด อันนั้นก็น่าชื่นชมครับ)
แล้วที่นี้พอขึ้นคลินิกไป อาจารย์ก็ถาม “Pre-clinic สอนมายังไงถึงไม่มีอะไรในหัวแบบนี้” ถามว่าใครผิด นักเรียนที่ไม่ยอมจำให้มันได้หมด ? อาจารย์ที่สอนให้นักเรียนจำได้หมดไม่ได้ ? แต่ผมว่ามันผิดที่ระบบนั่นแหละครับ
มองไปไกลๆมันผิดตั้งแต่ระบบการคัดคนเข้ามาเรียนของประเทศ มองเข้ามาใกล้ๆหน่อยก็ผิดที่ระบบการเรียนการสอน การประเมินผลการศึกษา
หมู่นี้ผมเลยชักอยากให้ยกเลิกระบบการสอบแบบที่ทำๆอยู่ไปซะ แต่ยังไงการประเมินว่านักศึกษามีความรู้ในวิชาที่ตนได้เรียนไปหรือเปล่าก็เป็นสิ่งจำเป็น แต่ถ้าไม่สอบแบบนี้จะทำยังไง ? แบ่งเป็นสอบย่อยๆเดือนละครั้งแทนดีมั้ย ? ข้อนี้ผมตอบไม่ได้จริงๆครับว่าอยากให้การสอบมันเป็นแบบไหน (บอกแล้วว่าแค่มาบ่น)
——————————————————————
ความบันเทิง
สิ่งที่ผมอยากเห็นในโลกอนาคตคือ การเรียนการสอนมันสนุกเหมือนการเล่นเกม เหมือนการดูหนัง เรานั่งอ่านหนังสือวันนึงจะเป็นจะตาย เบื่อ เหนื่อย เครียด… แต่เรานั่งเล่นเกมจนลืมกินข้าวกันได้ เราสามารถดูหนังได้เป็นวันๆ 10 แผ่นรวดต่อๆกันไปได้ (รวมถึงอ่านหนังสือที่ไม่ใช่หนังสือเรียนก็ทำได้ยาวนานเช่นกัน)

[ขอยืมภาพจาก Final Fantasy VII:Advent children]
ทั้งๆที่ผมว่าไม่ว่าจะเป็นเกมหรือหนัง มันก็คือ”การเรียนรู้”อย่างนึงนะครับ เรารับรู้เรื่องราวของตัวละคร ถ้าเป็นเกม เราสามารถรู้หมดว่าจะไปทางนี้ได้ต้องทำยังไงบ้าง มีไอเทมเป็นร้อยมีเวทมนต์เท่าไหร่เราจำได้หมด(แถมจำได้ของหลายเกมพร้อมกันอีกนะ - -”) ชื่อแปลกประหลาดบ้าบออะไรไม่รู้ก็ยังอุตส่าห์จำได้ (แถมเป็น long-term memory ใครถามปุ๊ปตอบปั๊ปอีก - -”) ทำไมชื่อยาไม่กี่ตัว ออกฤทธิ์ยังไง ห้ามใช้ตอนไหนมันจำยากจำเย็น ในหนังก็เหมือนกัน ลำดับเหตุการณ์ได้หมดตั้งแต่เริ่มเรื่องยันจบเรื่อง เล่าได้เป็นช็อทๆ ทำไมกลไกการเกิดสิ่งต่างๆในร่างกายเราจำไม่ได้
“มันต่างกันตรงไหนนะ” ทำไมอันนึงเป็นยาขมแต่อีกอันนึงเป็นยาหวาน ทั้งๆที่มันน่าจะหวานทั้งคู่ เป็นคำถามที่ดูเหมือนเป็นคำถามโง่ๆ แต่นี่เป็นสิ่งที่ผมพยายามคิดหาคำตอบในช่วงนี้ แต่ตอนนี้ยังตอบไม่ได้ครับ… บางทีอาจจะไม่ตอบก็ได้ ถ้าทำให้มันหวานทั้งคู่ได้ผมอาจจะได้คำตอบขึ้นมาเอง…
มันจะตอบได้ง่ายอยู่เหรอครับ ในเมื่อคนที่ทำอาชีพสายสร้างสรรค์สิ่งบันเทิงให้คนเราตรงๆ ทำเกม ทำหนัง ยังไม่สามารถทำให้ทุกเกมมันสนุก และหนังทุกเรื่องสนุกได้เลย “ความสนุก”ของมนุษย์มันเกิดจากอะไร ? และต้องทำ”ยังไง”คนเราถึงจะสนุกได้ ? …นี่ตูต้องไปปรึกษาจิตแพทย์มั้ยเนี่ย - -” คงไม่ขนาดนั้นหรอกครับ 55+ มันเป็นศิลปะอย่างนึงล่ะมั้ง ทำให้คนนึงสนุก(ชอบ)ได้ อีกคนอาจไม่สนุก(ไม่ชอบ)ก็ได้ แต่อย่างน้อยผมว่าคนทำสนุก(ชอบ)ก็ยังดี ^ ^
——————————————————————
กลับไปที่ช่วงตั้นของ vol.1 ที่ผมบอกว่า สิ่งที่ผมอยากทำก็ทำตอนนี้ไม่ได้… สิ่งที่ผมอยากทำ คือ การทำสิ่งที่ผมรักและสนุกที่จะทำมันร่วมกับทีมที่ไว้ใจได้ครับ… ไว้ใจในฝีมือ ไว้ใจในความซื่อสัตย์ การทำสิ่งที่ผมรักคนเดียวมันก็สนุกครับ แต่มันสนุกได้แป๊ปเดียว มันเหงาอ่ะ ผมอยากจะเก่งสุดๆในด้านใดด้านหนึ่ง แล้วร่วมงานกับคนอื่นๆที่เก่งสุดๆเหมือนกันในด้านที่ผมโง่หรือด้านเดียวกันกับผมก็ได้ที่ผมคนเดียวคงทำให้มันสำเร็จไม่ได้ ร่วมงานกับคนที่เชื่อใจในฝีมือผม เชื่อว่าสิ่งที่พวกเราต้องการต้องมีผมเท่านั้นถึงจะสำเร็จได้ พวกเราช่วยกันทำอะไรที่มันเจ๋งๆ ที่มันไม่มีใครทำได้ ที่มันบ้า… ที่มันทำให้โลกของเราดีขึ้น
นี่เป็นหนึ่งในความฝันของผมช่วงนี้ครับ (ถึงจะเป็นคนเอาแน่เอานอนไม่ค่อยได้ เปลี่ยนความฝันไปเรื่อยๆก็เถอะ - -”) งั้นก่อนอื่นผมก็ต้องเก่งสุดๆก่อนสินะครับถึงจะร่วมงานกับคนที่เก่งสุดๆได้
งั้นก่อนอื่นก็ต้องเรียนหมอให้มันจบก่อนสินะ - -” งั้นก่อนจะจบได้ก็ต้องเริ่มอ่านหนังสือได้แล้วสินะ - -”
จบครับ ^ ^
ปล.
-จะออก Commed แล้ว ออกวันอังคารนี้นะครับ ไปทั้งหมด 11 วัน เป็นการเอานักศึกษาสายวิทยาศาสตร์สุขภาพหลายๆคณะไปใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆแล้วช่วยกันพัฒนาหมู่บ้านเท่าที่สายงานของตนจะทำได้ คิดว่าคงได้อะไรๆกลับมาเยอะเหมือนกัน ถ้ามีอะไรน่าสนใจที่จะเขียนลงบลอกได้ เดี๋ยวกลับมาเล่าให้ฟังนะครับ ^ ^
ระหว่างนี้ใครคิดถึงก็จุดธูปเอาละกันนะครับ เผื่อโทรศัพท์ไม่มีสัญญาณ
Category: My Attitude, My Life, My Medicine
- Add this post to
- Del.icio.us -
- Meneame -
- Digg
Comment by ส้มๆ
Made Saturday, 13 of October , 2007 at 7:59 pm
รูปคลาวหล่อดี 55+
สู้ๆ เดี๋ยวก็จบแล้ว(มั้ง):idea:
p.s. พี่รัฐอยากไปปารีสเพราะจิอากิรึเปล่า(เพิ่งดูจบแหละ สนุกมั่ก)
Comment by rathjungzz
Made Saturday, 13 of October , 2007 at 8:29 pm
To ส้มๆ
โห เม้นท์ได้รวดเร็วมาก ทำหน้าที่แฟนคลับหมายเลขหนึ่ง(มีอยู่คนเดียว - -”)ได้ดีมาก (งงเลย กุไปเป็นแฟนคลับตั้งแต่เมื่อไหร่ 555+)
ถึงจะหล่อเมหือนกันแต่ไม่เกี่ยวกับจิอากิีหรอก
แล้วบอกเมื่อไหร่ว่าอยากไปปารีส - -” บอกว่าอาจจะเป็นฝรั่งเศสไม่ใช่เหรอ
แค่คิดๆไว้แหละ ถึงเวลาจริงจะเอายังไงก็ไม่รู้ ![]()
Comment by (เลิก)หมั่นไส้ฯ
Made Saturday, 13 of October , 2007 at 11:03 pm
:mad:……แป่ว อยู่ดีดี ก็มาพูดเรื่องสอบวะงั้น ขี้เกียจอ่านหนังสือล่ะซิท่า (ถึงได้มาบ่นให้ชาวบ้านชาวช่องฟัง)
…..รีบเรียนให้จบดิ จะได้มาเป็นนายกมาเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาใหม่ ให้ดีกว่าเดิม ถ้าจะว่าไปแล้วเค้าก็ไม่มีปัญญาที่จะคิดน่ะว่าจะต้องปรับปรุงให้ดียังไงให้มันดีขึ้นกว่าเดิม ไหนจะต้องมาเจอปัญหาทางสังคมที่ไม่ค่อยจะยอมรับอะไรที่มันใหม่ๆได้ง่ายๆ
……ส่วนคำพูดที่ว่า “ต้องเริ่มอ่านหนังสือได้แล้วซิน่ะ” มันถูกต้องที่สุดเลยตอนนี้ ที่จิงเค้าก็เริ่มอ่านแล้วน่ะ เพื่อนส่วนใหญ่เค้าก็เห็นพากันอ่านแล้วน่ะ ไหนจะมีสอบ NL อีก เค้าคิดว่ามันหนักอยู่น่ะ ถ้าไม่ผ่านขึ้นมานี่ซวยเลย ![]()
….เรื่องไป commed ตอนแรกก็อยากไปอยู่น่ะ แต่ตอนนี้ไม่อยากไปล่ะ เหมือนจะเริ่มเซงๆ อยากอยู่หอเฉยๆ ยังไงรัดก็เป็นหัวหน้าบ้านก็ดูแลลูกบ้านดีๆล่ะ ระวังตัวไว้น่ะเค้าจะคอยแอบจับตาดู ถ้ารัดทำอารายที่มันเปิ่นในหมู่บ้าน เค้าจะเอามาแฉ ณ. ที่นี้แหละ ![]()
ปล. ไปถามบูติคยังว่าเค้าเป็นใคร อยากจะบอกว่าบูติคไม่รู้หรอกว่าเค้าเป็นใคร 55555
เค้าเป็นพวกไม่มีตัวตน เค้าเป็นใครเค้ายังไม่รู้เลย เอ๊ะยังไงหนิ ![]()
Comment by แกะขนฟู
Made Saturday, 13 of October , 2007 at 11:40 pm
อ่านแล้วรู้สึกน้องรัดยังเป็นเด็กอยู่มาก (หรือกูแก่วะ .. ไม่รู้)
การเรียนในห้อง มันไม่ควรจะสบายแบบนั้นหรอก
พี่อาจจะเป็นคนหัวเก่า แต่การที่อะไรก็สบายๆ นั้นมันไม่เหมาะกับคนเรียนหมอ วีดีโอมีก็ดีครับ แต่น้องมั่นใจเหรอว่าจะรับผิดชอบกับชีวิตตัวเองได้ จากการที่มี lecture มาค้ำคอให้เราต้องพยายามตื่น ถึงแม้มันจะไม่ทัน แต่การนอนอืดไปเรื่อยๆ โดยมีอะไรสักอย่างมาติดคอก็คงทำให้นอนไม่สบายนัก
ถ้ามี VDO กูก็นอน นอนนน นอนนนนน
บอกตัวเองว่าเดี๋ยวก็มี VDO คราวนี้สุดท้ายคุณก็ไม่ไปเรียน 2 วัน 3 วัน อาทิตย์หนึ่ง
การไปเรียนนอกจากเรื่องหนักสมองแล้ว มันยังเป็นเสน่ห์นะ
พูดยากจัง มันเหมือนน้องผูกพัน
ถ้าถามว่าระหว่าง ห้องเรียนอาจารย์อุ๊ .. กับห้องเรียนที่โรงเรียนน้องรู้สึกดีกับอะไรมากกว่ากัน
มันก็เหมือนมหาวิทยาลัยเก่าแก่ของโลกยังใช้กระดานดำกับช๊อก ขณะที่ประเทศไทยพยายามจะเอาบ้าบออะไรมาใส่ไว้ในห้องเรียนเต็มไปหมด โดยลืมนึกว่าแก่นแท้ของห้องเรียนคืออะไร
อีกเรื่องก็คือเพื่อน…
พี่ว่ามันดีกว่าถ้าน้องจะไปเรียน ไปเจอเพื่อน ถึงจะหลับจะไร้สาระจะไม่เรียนก็เถอะ
การไปเจอเพื่อนๆ เป็นเรื่องดีทั้งนั้นแหละครับ
เพราะอีกหน่อยก็ต้องพึ่งพากันมากกว่านี้อีกเยอะ
ระบบนั่งอ่านนั่งเรียนที่บ้านมันตัวใครตัวมันไปหน่อยนะพี่ว่า
บางครั้งเราก็รู้สึกดีทุกครั้งที่เพื่อนข้างๆ มันสะกิดให้ตื่นมาเรียนเพราะว่าใกล้สอบแล้ว หรืออาจจะเพราะมันเห็นเราหลับมาตั้งแต่คาบแรกที่เข้าเรียน
อีกอย่าง …
อืม.. ไม่บอกดีกว่า เอาไว้ขึ้น Clinic มาแล้วจะเข้าใจอะไรดีขึ้นครับ
หากอ่านแล้วรู้สึก ไม่ไหวพี่พูดไรว๊ะ
ไม่ใจ ไม่ใจจจ
ก็ไม่เปนไร เหอๆๆๆ:roll:
Comment by rathjungzz
Made Sunday, 14 of October , 2007 at 12:30 am
หมั่นไส้เดี๋ยวค่อยมาตอบละกัน 55+
To พี่ราม
เรื่องพวกเพื่อนพวกความรู้สึกนี้เป็นเรื่องที่ผมลืมคิดไปสนิทเลยครับ ผมมองข้ามด้านที่ละเอียดอ่อน เป็นมุมมองที่ดีมากครับพี่
มุมมองของผมบางทีก็หัวรุนแรงไปเหมือนกัน 555+
ตอนผมเขียนเรื่องข้างบนจริงๆก็มีย่อหน้านึงที่ผมร่างไว้อยู่เหมือนกันนะครับ แต่ก็ตัดสินใจลบออก เอามารวมกับการตอบคอมเม้นท์พี่รามก็คงเป็นประมาณนี้นะครับ
จริงๆผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าความสบายมันเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ครับ ? ถ้าเราเคยชินกับการกินยาหวาน ถึงมันจะทำให้เราเป็นซูเปอร์แมนในตอนนี้ แต่พอถึงซักวันนึงที่เราต้องกินยาขมจริงๆแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราจะรับมันไหวรึเปล่า ? แล้วถ้ามองไปไกลๆอีกซักร้อยปี ถ้าคนเราสามารถนั่งในเครื่องอะไรซักอย่างแล้วหยิบแผ่นดิสก์มาเสียบเครื่องนั้นนอนหลับไปตื่นขึ้นมา กลายเป็นเรามีความรู้ของหมอทั้งหมดอยู่ในหัวแล้ว เหลือแค่การฝึกปฏิบัติงานจริง ถ้าอย่างนั้นมันจะดีหรือเปล่า ?
การไม่มีห้องเรียนมันทำให้เราสูญเสียอะไรหลายๆสิ่งไปจริงๆ แต่ผมก็คิดว่ามันจะได้อะไรหลายๆอย่างมาเหมือนกันนะครับ… อะไรซักอย่างที่เรายังจินตนาการไม่ได้เพราะมันยังมาไม่ถึง(อาจเป็นคำตอบที่ฟังดูชุ่ยเกินไป) ซึ่งมันอาจจะเป็นสิ่งที่ดีหรือสิ่งที่ไม่ดีก็ไม่รู้เหมือนกัน… และผมว่าหลายๆอย่างที่เราสูญเสียไป บางทีมันอาจจะมีอะไรทดแทนได้นะครับ และหลายสิ่งก็คงไม่มีอะไรมาแทนได้จริงๆ
ถ้ามันถึงเวลานั้นจริง เวลาที่เราจะนำมันมาใช้จริงๆจังๆ คงต้องมาช่วยกันหาทางออกที่เหมาะสมที่สุดกันครับ… ผมรวมถึงทุกเรื่องนะครับที่เกี่ยวกับในแง่ความรู้สึก เพื่อน ทำยังไงถึงจะรับผิดชอบตัวเองได้ อะไรพวกนั้น…
มันเป็นความขัดแย้งของอุดมการณ์สองอย่าง “ทุกวันนี้ก็ดีอยู่แล้ว อยู่อย่างพอเพียง” กับ “เราต้องพัฒนายิ่งๆขึ้นไป สะดวกสบายขึ้นไปอีก”
ผมว่าความสบายกับความลำบากมันก็ดีทั้งคู่แหละครับ ถ้าเราเผชิญหน้ามันอย่าง”เหมาะสม” แต่ไอ้ตรงจุดที่ว่า”เหมาะสม”นี่แหละที่มันพูดยากว่าอยู่ตรงไหน ทำยังไงถึงจะไม่สบายเกินไปและไม่ลำบากเกินไป ผมนึกไปถึงคำพูดของอาจารย์ท่านนึง “สมัยก่อนไม่มีเครื่องซีรอกซ์นะ เวลาไปอ่านหนังสือในห้องสมุดน่ะ ถ้าอยากได้อะไรก็ต้องจดมาด้วยมือตัวเองทั้งหมด เด็กสมัยนี้สบายเกินไป เจออะไรนิดอะไรหน่อยก็ไม่คิดหน้าคิดหลัง ซีรอกซ์ไว้ก่อน ทำให้…บลาห์ ๆ” อาจารย์ท่านั้นมองว่าทุกวันนี้เราสบายเกินไป ส่วนพวกเราปฏิเสธไม่ได้ว่าถ้าไม่มีเครื่องซีรอกซ์เราต้องแย่แน่ๆเลย
มันก็เป็นเรื่องการนำเทคโนโลยีมาใช้แหละครับ… ทำให้ชีวิตเราสบายขึ้น แต่มันดีจริงๆเหรอ…
ความสบายเป็นสิ่งที่ดีจริงหรือ ? มันเป็นปัญหาโลกแตกอย่างนึงเลยนะครับผมว่า…
เรามามองกันที่โทรศัพท์ดูครับ… โทรศัพท์ทำให้การติดต่อกันเป็นเรื่องง่ายขึ้น ถ้าเป็นสมัยก่อนเราอาจต้องเขียนจดหมาย ต้องเดินไปหา อารมณ์ที่ได้มันคงเป็นอีกแบบนึง… แต่พอมีโทรศัพท์ อะไรพวกนั้นก็สูญเสียไป แต่เราก็ยังใช้โทรศัพท์กันและยังใช้กันมากขึ้นเรื่อยๆ แล้วสรุปมันดีหรือเปล่า ?
ถ้าคิดไปไกลต่อไปเรื่อยๆ…(เริ่มออกนอกโลกแล้ว - -”) ถ้าถึงวันที่มนุษย์ไม่ต้องลำบากอะไรเลย อยากได้อะไรก็ได้ตามที่ต้องการทุกอย่าง มันจะดีหรือเปล่า ? หรือวันนั้นจะไม่มีวันมาถึงเพราะความต้องการของมนุษย์ไม่มีวันสิ้นสุด…
มันเป็นคำถามที่ตอบยากนะครับคำถามนี้…
กลับมาที่คณะแพทย์กัน… แล้วมามองให้ใกล้ตัวกว่าใส่แผ่นดิสก์แล้วเป็นหมอเลย
ถ้าวันนึงการเรียนเป็นสิ่งที่ไม่มีความลำบากอะไรเลย ขึ้นคลินิคไปก็ไม่ลำบาก (Pre-clinic มีระบบวิดีโอ คลินิคก็มีระบบอย่างอื่น) ในมุมมองของคนสมัยนี้นะครับ …แต่ในมุมมองของคนในสมัยหน้า ผมว่ามันก็รู้สึกว่าตัวเองลำบากอยู่ดีแหละครับ - -” (เหมือนให้คนสมัยใช้รถม้ามามองเราก็คงคิดว่าเราสบายเกินไปนั่นแหละ ใช้รถยนต์แล้วเอ็งจะพลาดอะไรหลายๆอย่างไม่รู้รึไง เขาก็คงพูดแบบนี้ เหมือนกับสมัยที่ไม่มีเครื่องซีรอกซ์)
แต่ใจผมก็ยังอยู่ฝ่ายความสบายนะครับ… ถึงจะไม่แน่ใจว่ามันดีหรือเปล่าก็เถอะ …ผมเชื่อว่าเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่ครับ เป็นสิ่งที่ช่วยแก้ัปัญหาเราได้เมื่อถึงคราวจำเป็นจริงๆ มันอยู่ที่คนเราจะเลือกใช้เทคโนโลยีขนาดไหนให้เกิดประโยชน์กับตัวเองสูงสุดมากกว่าครับผมว่า
สาระสำคัญจริงๆของโพสท์นั้น จริงๆผมแค่อยากให้คนรุ่นต่อไป ใช้เวลาในห้องเลคเชอร์ได้มีประโยขน์กว่ารุ่นเราๆครับ… ส่วนจะทำยังไงนั้น เป็นเรื่องที่ต้องคิดอีกที จะใช้วิดีโอหรือเปล่า ถ้าจะใช้ต้องทำยังไงบ้าง มันเป็นเรื่องที่ต้องคิดกันหนักเอาการอยู่
ปล.ผมอยากรู้มุมมองพี่เพิ่มนะครับ เกี่ยวกับเรื่องนี้ :brave:
ป2.ถ้าเกิดจะมีวิดีโอขึ้นมาจริงๆ ผมว่าคนก็ยังอยากไปเรียนสดมากกว่าอยู่ดีนะครับ (ยกเว้นบางคน - -”) การมีวิดีโอผมว่ามันก็ช่วยเราได้นะครับ ไม่งั้นจะแกะเทปไปทำไม จะอัดเทปไปทำไม ถ้าอัดวิดีโอได้คงอัดกันไปแล้วแหละ
ป3.อ่านคอมเม้นท์ของพี่แล้วทำให้ผมคิดได้ว่าตัวเองยังขาดความอ่อนโยนอีกเยอะ…มองอะไรยังแข็งกระด้างเกินไปอยู่เหมือนกัน ขอบคุณมากๆครับ ครั้งหน้าก็ขอคำชี้แนะอีกนะครับ ^ ^
Comment by booboo
Made Sunday, 14 of October , 2007 at 8:24 am
สวัสดีนักวิชาการ ขอบใจนะ สำหรับเรื่อง firefox แต่เค้า low tech อ่ะ ใช้ไม่เป็น
เรื่องได เค้าอาจจะมาอัพหลังออก commed (คิดว่าจะเต็มที่กับคอมเมด และก็น่าจะได้อะไรกลับมาเยอะ เพราะก่อนไป เค้าก็ได้อะไรมาบ้างๆ แล้ว)แต่ก็ต้องดูก่อน เพราะบางทีรู้สึกอยากอัพ แต่ก็รู้สึกเสียเวลา เค้ารู้สึกว่าบางทีก็ใช้เวลากับมันมากไป แต่เวลาไปอ่านไดคนอื่น เช่น ไดพี่ราม..ชีวิต นศพ ปี1จนถึงปี5 ไดรัด..ชีวิตโลดโผนไปมา จากคนที่ไม่รู้จะเรียนไปทำไม กลายมาเป็นเด็กเรียน แล้วก็กำลังจะกลับไปเป็นคนเดิม(รึป่าว) ไดน้องอาสาฬ..ชีวิตเด็กคอซองมุ่งสู่รั้วมหาลัย ไดพ่อ..การต่อสู้ของเด็กยากจนมุ่งสู่เมืองกรุง ไดแม่..การแต่งงานมันแค่จุดเริ่มต้นของชีวิต ไดตัวเอง..ชีวิตเด็ก ม.3 ทะเลาะกะน้องเรื่องขนม 555+ อ่านแล้วมันรู้สึกมีคุณค่า ถ้าเราไม่เขียนไว้..ก็น่าเสียดาย
เค้าได้อ่าน”ไม่มีอะไรทำฯ1-2″และความเห็นของพี่ราม เค้ารู้สึกว่าทั้งสองคนเป็นคนช่างคิด พอมาอ่านแล้วก็ได้มุมมองใหม่ๆ ที่บางทีก็นึกไม่ถึง
จริงๆ เราจะโทษระบบการศึกษาเลย มันก็ไม่ถูกต้องนัก เรียนมาเหมือนกัน ทำไมได้ไม่เหมือนกัน ระบบไม่ดีเอง หรือตัวเรากันแน่
-เรื่องระบบการเรียน มันก็มีส่วนบกพร่องอยู่บ้าง อย่างบางเรื่องเรายังไม่ค่อยได้ใช้ ไม่รู้จะเรียนไปทำไม ใช้แต่ความจำ เช่น pharmaco เงี้ย มันก็จำไม่ได้ เพราะเราไม่ได้เอาใช้ จำไปสอบแล้วก็ลืม
-เรื่องstyleการเรียนแต่ละคนมันก็ต่างกัน บางคนเรียนเพื่อสอบ อันนี้อาจได้เกรดดี แต่ไม่นานก็ลืม บางคนเรียนเพื่อเอาความรู้ อันนี้อาจสบายเวลาขึ้นคลีนิก ส่วนใหญ่ นศพ จะเป็นพวกแรก เรียนเพื่อให้สอบผ่าน เรียนเพื่อเกรด มันถึงเกิดปัญหาเรียนแล้วลืม นำไปใช้ไม่ได้ ส่วนพวกที่2เรียนเพื่อรู้ เพื่อคนไข้ อันนี้ก็ดี จำได้ระยะยาว
อย่างไรก็ตามทางสายกลางดีที่สุด เรียนเพื่อรู้ ใกล้สอบก็เรียนเพื่อสอบ
บางคนชีวิตนี้มีแต่เรียน..ประเภทนี้ ชีวิตไม่มีสีสัน ไม่มีวีรกรรมน่าจดจำ
บางคนชีวิตนี้มีแต่เล่น..อนาคตก็ต้องมาเสียใจ เพราะเสียเวลาไปกับสิ่งไร้ค่า
ชีวิตนี้มันต้องเล่นและเรียนไปด้วยกัน มันถึงมีสีสันและคุ้มค่า
สรุปที่กล่าวมา คือเรื่องการเรียนที่ล้มเหลวนอกจากสิ่งแวดล้อมแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ ตัวเรา นั่นแหละ
เรื่องเรียนวิดิโอ ก็เป็นความคิดที่ดี แต่ความที่สบายเกินไป มันจะดีหรอ เห็นด้วยกับพี่รามว่าเรียนในห้องมันได้สังคม ได้ความสัมพันธ์กับเพื่อน แต่สิ่งที่หายไปของทั้งสองอย่างคือ ความสัมพันธ์กับอาจารย์ แบบวิดิโอแน่นอน ความสัมพันธ์กับอาจารย์ต้องเสียไป เรียนในห้อง รู้ๆกันอยู่ปัจจุบันนักศึกษาเยอะเกิ๊น สิ่งนี้ก็ค่อยๆ หายไปด้วย (ยิ่งพวกฟังแต่แกะเทปยิ่งเสียไปเลย)อีกอย่างนึงวิดิโอคิดว่าถ้าใช้ตอนเรียน preclinic ก็คงใช้ได้ แต่ถ้าใช้ตอนclinicเลยเนี่ยมันก็ไม่เหมาะ เพราะมันต้องมีประสบการณ์ เพราะเราเรียนหมอเพื่อใช้กับชีวิตคนจริงๆ ไม่ใช่วิดิโอ (แต่ไม่ว่าจะเรียนอะไร มันก็ต้องใช้ประสบการณ์เท่านั้น อ่านหนังสือดารว่ายน้ำทุกวันก็ใช่จะว่ายน้ำเป็น ถ้าไม่ลองลงน้ำ ก็คงว่ายไม่ได้)
ที่ร่ายมายาวๆ ก็แค่อยากแชร์ ไม่ได้อยากให้มาเห็นด้วย แต่อยากบอกความเห็น..ซือๆ คิดไงก็ร่ายมา เดี๋ยวมาอ่าน
:arrow:ตั้งใจเรียนให้มากๆนะจ๊ะ
ปล.คุณหมันฯ เค้าแค่แกล้งไม่รู้เฉยๆ หรอกย่ะ 555+:idea:
Comment by booboo
Made Sunday, 14 of October , 2007 at 8:28 am
พิมพ์ผิดนิดนึง ไม่ว่าจะเรียนอะไรก็ต้องใช้ประสบการณ์”ทั้งนั้น”
Comment by rathjungzz
Made Sunday, 14 of October , 2007 at 10:25 am
อ่ะ โพสท์นี้ตอบเร็ว มีหลายอย่างกระตุ้นต่อมความคิด 55+
To booboo
เรามาพูดถึง Pre-clinic กันก่อนละกัน เพราะ Clinic มันยังมาไม่ถึง…
ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า สาระสำคัญจริงๆของเค้า เค้าแค่อยากจะบอกว่า เค้าแค่อยากให้คนรุ่นต่อไป ใช้เวลาในห้องเลคเชอร์ได้มีประโยชน์กว่ารุ่นเราๆ… ถามว่าที่มันเละอย่างนี้ใครเป็นคนผิด มันก็ผิดทุกคนนั่นแหละตั้งแต่ระบบมาถึงตัวเราเอง แต่ส่วนจะทำยังไงนั้นมันเป็นเรื่องของอนาคต วิดีโอก็เป็นแค่เรื่องนึงที่เค้าเสนอมาเฉยๆ ไม่จำเป็นต้องดีหรอก
เค้าแค่สงสัยว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้มันดีแล้วเหรอ ? สำหรับเค้ามันไม่ดีแน่ๆ กลุ่ม C ได้ประโยชน์ ส่วนกลุ่ม A กับ B ได้ไม่คุ้ม เราก็ต้องเปลี่ยนอะไรซักอย่าง ไม่ที่ตัวผู้เรียน ตัวผู้สอน ก็ที่ระบบ หรือไม่ก็เปลี่ยนมันทั้งหมดนั่นแหละ แต่ไม่ว่าฝ่ายไหนก็ไม่อยากเปลี่ยนอะไรทั้งนั้น
ที่ทำอยู่ทุกวันนี้คือ A กับ B ก็เปลี่ยนตัวเองมาเป็นกลุ่ม C สิ แค่นั้นก็จบ… แต่ในทางปฏิบัติของแบบนั้นมันทำกันได้ง่ายๆรึเปล่า ทำไม A กับ B ก็ยังเป็นแบบเดิมอยู่ทั้งๆที่รู้ว่าเป็น C แล้วมันดี ถ้าจะเปลี่ยนให้ทุกคนเป็นกลุ่ม C ได้ทั้งหมด(หรือมากที่สุด)จริง บางทีต้องจัดคอร์สการปฏิบัติตัวของนศพ.ทุกเดือนด้วยซ้ำไปมั้ง ต้องมาคอยช่วยกระตุ้นให้นักศึกษาเกิดกำลังใจอยู่เสมอๆลงเมื่อไหร่ก็ใส่อีก ของแบบนั้นเราคงทำจริงไม่ได้หรอก (แต่ความพยายามที่จะช่วยนักศึกษาเปลี่ยนตัวเองมาอยู่กลุ่ม C ก็ควรจะมี เป็นสิ่งนึงที่ช่วยเสริมกับการเปลี่ยนแปลงอย่างอื่น)
ในเมื่อเราเปลี่ยนทุกคนมาเป็นกลุ่ม C ไม่ได้ ถ้าเรามีตัวช่วยให้กับทุกคนมันก็ดีไม่ใช่เหรอ ? คนกลุ่ม C เองก็ได้ประโยชน์จากมันเช่นกัน (ดีไม่ดีจะใช้เยอะกว่ากลุ่มอื่นด้วยซ้ำ - -”) ถ้าเราจะผลิตแพทย์ออกมาแล้วมีคนเก่งเยอะขึ้น มันไม่ดีเหรอ ? เราจะรอให้เขาเป็นเด็กเก่งเองมันไม่เป็นให้หรอก แต่เราช่วยให้เขาเป็นได้ (และเขาก็ต้องช่วยตัวเองเช่นกัน) และถ้าเราทำให้คนไม่เก่งเก่งได้ คนที่เก่งอยู่แล้วก็คงจะเก่งยิ่งๆขึ้นไปอีก มันก็ดีนะ…
สรุปอีกทีว่า…เค้าแค่อยากให้คนรุ่นต่อไป ใช้เวลาในห้องเลคเชอร์ได้มีประโยชน์กว่ารุ่นเราๆ…
เรื่องระบบการเรียน อันนี้เค้าแอบไม่เห็นด้วยแหละ 55+ เรียนไปก็ยังไม่ได้ใช้ตอนนี้จะเรียนไปทำไม ? ถึงไม่ไ่ด้ใช้ตอนนี้แต่ซักวันมันก็ต้องได้ใช้ใช่มั้ยล่ะ ถ้าอย่างนั้นเค้าว่าสิ่งสำคัญมันคือการทำให้จำไปได้จนถึงวันที่จะได้ใช้ต่างหาก
แต่ในเมื่อคนส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเรียนเพื่อเกรด แล้วมันเกิดปัญหาเรียนแล้วลืมขึ้น เราก็ต้องมาทำอะไรกับมันซักอย่างใช่มั้ยล่ะ ? เปลี่ยนไปทุกจุดพร้อมๆกันตามความเหมาะสมไป
เรื่อง style การเรียน…. มี 2 style แล้วให้เดินสายกลางอันนี้เห็นด้วย แต่เสริมนิดนึงว่ามันไม่ไ่ด้แบ่งได้แค่นั้นหรอกนะ มันยังมีพวกที่ 3 คือไม่ได้เรียนเพื่ออะไรทั้งนั้นแหละ มาเรียนพอจบๆไปงั้น - -” เกรดก็ไม่เอาความรู้ก็ไม่เอา จะเอาแค่คำว่าหมอ ความเป็นพวกที่ 3 นี้เค้าว่ามันก็มีในตัวพวกเราทุกคน มีมากมีน้อยต่างๆกันไปตามแต่ละคน มีมากหน่อยก็ตกแหลก(ไม่ได้หมายความว่าคนที่ตกแหละต้องมีพวกที่ 3 เยอะนะ) มีน้อยหน่อยก็คะแนนดี ทำยังไงเราจะแก้ปัญหาพวกที่ 3 นี้ได้ล่ะ 1).ไม่รับพวกที่มีพวกที่ 3 ในตัวเยอะ 2).รับเขามาแล้วมาจัดคอร์สอบรม 3).ทำอะไรซักอย่างเพื่อช่วยพวกเขา 4).ฯลฯ …มันก็ต้องทำทั้งหมดแหละ อย่างละนิดอย่างละหน่อย
ส่วนวิดีโอ เง้ออ ไม่ได้บอกให้ใช้ไปตลอดซะหน่อย T_T ไม่ได้บอกให้นั่งดูวิดีโอแล้วรับปริญญาเลยซะหน่อย แค่เอามาใช้ในห้อง Lecture เท่าั้นั้น LAB Small group หรือขึ้นคลินิกไปก็ยังทำอะไรที่ทำๆกันอยู่… (เดี๋ยวขึ้นคลินิกไปเค้าก็คงมาบ่นอีกรอบ ทำไมไม่…. บลาห์ๆๆ 55+) ส่วนเรื่องอื่นๆก็ตอบเหมือนตอบพี่รามนะ เราเสียบางอย่างไป แต่เราก็ได้บางอย่างมาเช่นกัน…
อ่ะ พูดแล้วก็นึกขึ้นได้… สมมติว่าแล้วถ้าเราเอาเวลาที่เคยเรียน Lecture ไปทำอย่างอื่นบ้างล่ะ ไปทำ Small group ไปทำอะไรซักอย่างที่เราจะได้เรียนรู้ ได้มีกิจกรรมกับอาจารย์ กับเพื่อน ส่วนหน้าที่ของคุณคือไปรับผิดชอบตัวเองหาเวลาดูวิดีโอเอาเอง รับผิดชอบตัวเองมาเข้ากิจกรรมให้ทัน ความสัมพันธ์ที่ว่ามันจะลดลงหรือเปล่า ? …ทั้งลดและเพิ่มไปพร้อมๆกัน ลดกับบางคนแต่เพิ่มกับบางคน ความรับผิดชอบเราจะลดลงหรือเปล่า ? …จากที่เคยเข้าหรือไม่เข้าก็ได้กลายเป็นต้องเข้าไปซะหมด ก็ไม่รุ้มันจะดีหรือไม่ดีหรอกนะ
ไม่ได้บอกว่าข้างบนนี้คือทางออกนะ… มันแค่ความคิดคร่าวๆ แต่การจะปฎิบัติจริงมันต้องการการระดมสมองอีกมาก
เค้าแค่อยากจะบอกว่า หลายๆอย่างที่เราสูญเสียไป บางทีมันอาจจะมีอะไรทดแทนได้ และหลายสิ่งก็คงไม่มีอะไรมาแทนได้จริงๆ แต่ในเมื่อทุกวันนี้มันไม่ดี เราก็ต้องมาคิดกันว่าจะทำยังไงให้ดีที่สุด หาว่าทางออกมันอยู่ตรงไหน
และก็…ไม่ว่ายังไง ไม่ว่าคนรุ่นเราจะมองว่าชีวิตของคนรุ่นหน้ามันสบายขนาดไหน แต่เค้าว่าชีวิตของพวกเขาก็ต้องเจอกับอุปสรรคใหม่ๆที่เราไม่เคยเจออยู่ดีแหละ ยังไงเขาก็ต้องมีอะไรให้ต่อสู้ของเขาอยู่แล้ว ทำให้เขาสบายไปเถอะ ไม่ต้องกลัวว่าเขาจะสบายเกินไปหรอก… เหมือนที่คนรุ่นก่อนทำเพื่อพวกเราในวันนี้
สรุุปสั้นๆของ ไม่มีอะไรทำฯ 1-2 เค้าแค่จะบอกว่า…ทุกวันนี้มันห่วยครัย เปลี่ยนเถ๊อะ !!
Comment by booboo
Made Sunday, 14 of October , 2007 at 11:32 am
“ทำให้ A&B ได้ประโยชน์มากขึ้น C ก็ยิ่งเก่งขึ้น ===>แพทย์เก่งขึ้น”
เป็นความคิดที่ดี เห็นด้วยๆ
ปล.ออก commed เค้าคงไม่คิดถึงรัด แต่รัดอย่ามาจุดธูปคิดถึงเค้าละกาน 555+
ปล2.เค้าล้อเล่นนะ อย่าหลงคิดจริงล่ะ เค้ากลัว
ปล.สุดท้าย ที่มี ปล1-2 มา เพราะหมั่นไส้ ปล.ของรัดเหลือทน:razz:
Comment by VaNNeSS
Made Sunday, 14 of October , 2007 at 1:46 pm
อ่านแล้วสนุกดีอ่ะ หลากหลายมุมมอง ขอเป็นอีกหนึ่งมุมมองแล้วกัน:razz:
ที่ว่าการเรียนเหมือนยาขม มันก็คงเป็นอย่างงั้นแหละ เพราะการเรียนในแต่ละวิชามันเป็นสิ่งใหม่ บางคนยังทำใจรับมันไม่ได้ คิดว่ามันยากอย่างงู้นอย่างงี้ ไม่เข้าใจตรงนู้นตรงนี้ แต่ก็ไม่กล้าถามใคร มันทำให้เรายิ่งเกลียดมัน ไม่ชอบมัน คิดว่ามันเป็นยาขมที่มีขนาดเม็ดโตขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเราลองเปิดใจให้กว้างๆรับสิ่งใหม่เข้าไปล่ะก็ พี่คิดว่ายาขมเม็ดนี้อาจจะเล็กลงก็ได้นะ(ก็ใจมันกว้างแล้วหนิ เม็ดมันเลยเล็กลง…555) เรื่องเติมน้ำตาลลงไปน่ะ อาจารย์ทุกเค้าคงจะทั้งเติมน้ำตาล ชุบน้ำหวาน แต่งสี แต่งกลิ่นแล้ว แต่เราก็ยังคงมีอคติต่อมันอยู่นั่นเอง …เปิดใจครับ เปิดใจให้กว้าง สนุกกับการเรียน เป็นนศพ. มันเป็นแค่จุดเริ่มต้นแห่งการเรียนรู้ ลองมองออกไปสิ แค่จบปี6 เป็นหมอที่ทำอะไรยังไม่ค่อยได้เลย ยังต้องเรียนต่ออีกเยอะ พูดแล้วก็เหนื่อยว่ะ หนทางมันไกล แต่เราก็ต้องเดิน ต่อไป
ที่บอกว่า A&B ได้ประโยชน์มากขึ้น C ก็เก่งขึ้น ก็ดีนะ มีหมอเก่ง หมอรับผิดชอบต่อหน้าที่เยอะๆก็ดีต่อคนไข้ที่รอเราอยู่อีกมาก ประเทศไทยยังต้องการหมอที่มีความรู้ความสามารถอีกเยอะครับ
ใช้เวลาให้คุ้มค่าดีที่สุดนะ อาจารย์หลายคนบอกว่า” ชั่วโมงlecture ควรจะตั้งใจเรียน เพื่อเวลากลับมาอ่านใหม่จะทำให้เข้าใจอะไรได้เร็วขึ้น”…. จริงๆๆๆๆ พี่ก็เคยเสียเวลาlecture ไปกลับสิ่งไร้สาระเช่น คุย:razz:… กลับมาคิดแล้วก็เสียดายว่ะ ขึ้นคลินิกมาแล้วก็คิดว่าทำไมตอนนั้นไม่ตั้งใจเรียน …ใกล้สอบเนี่ย เหนื่อยเลย:sad:
เรื่องVDO พี่คิดว่าดีนะสำหรับน้องๆที่มีเวลา ดู ขนาดเทปที่อัดเสียงไว้พี่ยังไม่เปิดฟังเลย ประสาอะไรกับVDO ที่ต้องหาเครื่องเล่น หาคอมมาเปิดดู ….:leaf:(บางคนอาจจะมีเวลาก็ได้นะ) แต่คิดว่า ม.ข.ยังไงก็ใช้ระบบVDO ไม่ได้หรอก ระบบไม่พร้อม จริงๆๆ
จริงๆแล้วสไตล์การเรียนของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนมีความสุขกับการได้เรียนได้เขียนได้ฟังคนอื่นพูด ได้ดูคนอื่นทำ บางคนก็มีความสุขกับการได้ลงมือเอง มันก็แล้วแต่คน
กระทู้นี้บางคนมาอ่านก็ไม่ชอบ บางคนอ่านแล้วก็เห็นด้วย ก็อย่าคิดมากแล้วกัน คิดว่าเข้ามาแชร์ความคิดร่วมกันดีกว่า เหมือนทำSmall group เลยอ่ะ
Comment by rathjungzz
Made Sunday, 14 of October , 2007 at 3:39 pm
ผมชอบโพสท์นี้มากๆเลยนะครับ หลายๆคนได้มาแชร์กันมันทำให้ได้คิดอะไรหลายๆอย่างดี
แนวคิดของ ไม่มีไรทำ 1-2 นี้ จริงๆผมแค่จะมาบอกว่า “ทุกวันนี้มันห่วย เปลี่ยนเถอะ แต่จะเปลี่ยนยังไงตูก็ไม่รู้” เรื่อง VDO เป็นเรื่องนึงที่คิดขึ้นมาเล่นๆเฉยๆครับ ใครอยากให้คณะเปลี่ยนไปยังไงตรงไหนก็มาแชร์กันได้นะครับ
To พี่แวน
ผมชอบแนวคิดเรื่องการเปิดใจนะครับ หลายๆวิชาที่ผ่านมาแล้วมามองย้อนกลับไปมันก็ไม่ได้ยากอะไรเท่าไหร่ ทั้งๆที่ตอนนั้นมันเหมือนจะยากเย็นเหลือเกิน
ส่วนเรื่องขมมากขมน้อยหวานมากหวานน้อย ผมเข้าใจครับว่าทุกวันนี้ฝ่ายต่างๆเองก็พยายามอย่างที่สุดแล้วที่จะทำให้มันออกมาดีที่สุด ผมเองก็รับมันได้ ผมเองก็กินมันเข้าไปได้อย่างที่บอกไป… แต่ผมก็ยังหวังให้มันหวานกว่านี้น่ะครับ หวานยิ่งๆขึ้นไปอีกเรื่อยๆ ไม่รู้เป็นความหวังที่มากเกินไปหรือเปล่า - -” แต่ก็เชื่อว่าซักวันนึงมันจะเกิดขึ้นครับ วันที่การเรียนสนุกเหมือนดูหนังที่ผมว่าน่ะ …สำหรับคนหลายๆคนมันอาจจะสนุกแล้วในตอนนี้ แต่สำหรับหลายๆคน…
พูดไปก็เหมือนไปเข้าเรื่องเดิมที่ว่าทุกฝ่ายก็ต้องปรับเข้าหากัน ฝ่ายนักเรียนก็ต้องเปิดใจขึ้นเหมือนที่พี่ว่า ส่วนฝ่ายอาจารย์ก็ต้องทำให้มันหวานขึ้น แต่เพราะความรู้ที่เราๆมีมันจำกัด มันเลยหวานได้แค่นี้ไงครับ เราไม่สามารถจะไปสร้างสิ่งที่มันสนุกเหมือนดูหนังขึ้นมาได้ด้วยความรู้แค่พาวเวอร์พอยท์ เราไม่มีบุคลากรที่จะำทำด้านนี้และเราไม่มีทุน ผมอยากเห็นซักวันนึงที่คนให้ความสำคัญกับการทำให้มันหวานครับ ผมอยากเห็นขนาดที่ว่าเด็กๆชวนกันไปดูสารคดีในโรงหนังบ้าง แทนไปดูหนังอย่างเดียวด้วยซ้ำไปครับ
วงการสื่อทางการแพทย์ยังต้องการการพัฒนาอีกมากครับ ไม่ใช่แค่เมืองไทยนะครับ ในระดับโลกพวกหนัังสือต่างๆอะไรพวกนี้ ผมก็ยังคิดว่ามันยังดีไม่พอด้วยซ้ำไป 55+ (จะมีอะไรในโลกดีพอสำหรับตูมั้ยเนี่ย - -”)
อ๊ากก คิดแล้วก็ไฟลุกพรึ่บๆ :brave: (55+ บ้าไปแล้ว)
ส่วนเรื่อง VDO ผมพูดในแง่ใช้มันแทนการเรียน Lecture จริงไปเลยน่ะครับ เพราะงั้นยังไงก็ต้องดูไม่งั้นก็ไม่มีความรู้ เรื่องข้อดี-ข้อเสียของระบบนี้มีพูดๆกันไปบ้างในคอมเม้นท์บนๆน่ะครับ แล้วที่ว่าระบบไม่พร้อมนี่ยังไงเหรอครับ ช่วยขยายความนิดนึงก็ดีครับ แหะๆ (คือผมเห็นว่าขนาดนักศึกษายังทำวิดีโอกันเองได้ แล้วทำไมคณะแท้ๆถ้าจะทำจริงๆทำไมจะทำไม่ได้)
เรื่องคิดมาก ไม่คิดมากหรอกครับ สบายๆ 55+ ผมชอบซะอีกที่ได้เปิดมุมมองหลายๆมุมดี ใครมาอ่านแล้วไม่ชอบมีความเห็นยังไงก็ลงไว้ได้เลยนะครับ ^ ^ แชร์กันๆ
Comment by -:Natsume:-
Made Sunday, 14 of October , 2007 at 4:12 pm
ยาวจัง ![]()
จะบอกว่าเค้านี่แหละ กลุ่ม A ของแท้ มาเข้าห้องเรียนเพื่อจะมานอนต่อ
สรุปคือบ่นเรื่องระบบการเรียนการสอนเหรอ?
ถ้าทำเป็นวิดีโอ คงสบายดีพิลึก แต่มันก็ใช่ว่าจะคนกลุ่มA&Bจะเปิดนะ คนที่จะดูก็คงเป็นกลุ่มCอยู่ดี
อีกสองกลุ่มมันก็เหมือนเดิม ก็ไม่ได้สนใจก็เลยไม่ได้เปิด หรือเปิดดูก็หลับคาจออ่ะแหละ…
ส่วนตัวแอบไม่เห็นด้วยเรื่องที่ว่าการเรียนเหมือนเป็นยาขมน่ะ ถ้าเทียบว่ามันเป็นอาหารน่าจะดีกว่า อาหารหลายๆชนิด บางคนชอบ บางคนไม่ชอบแต่ทนกินได้ บางคนก็ไม่กินเลย อย่างบางคนชอบกาแฟ แต่บางคนคิดว่ามันขมไม่เห็นน่ากินตรงไหน มันก็เป็นแบบนั้นแหละ
ที่เรียนตอนนี้รู้สึกเหมือนเวลาที่กินข้าวแล้วสั่งอาหารเมนูแนะนำไป แต่พอได้มาแล้วมันดันไม่ถูกปาก แต่ก็ทนกินต่อไปเรื่อยๆ ทำนองนั้น…:namo:
เรื่องการระบบการเรียนการสอนตอนนี้มันห่วย…มันก็ห่วยมาตั้งแต่สมัยอนุบาล ประถม โน่นแล้วล่ะ ยิ่งเรียนไปยิ่งรู้สึกว่ามันกลับทำให้เราติดอยู่ในกล่องอะไรสักอย่าง ทำให้ความคิดสร้างสรรค์ ความอยากคิด อยากรู้หายไป จนตอนนี้มหาลัย ก็ไม่รู้จะบ่นอะไรแล้ว (ถึงกับสูญเสียความคิดที่จะบ่นไปเลยทีเดียว :roll:)
ปล. ยังไม่ได้เฉลยข้อสอบ NL เหมือนกัน จะทันมั้ยน้อ…:eek:
Comment by rathjungzz
Made Sunday, 14 of October , 2007 at 4:27 pm
^
^
เฮ้ยย มีสาระได้ด้วยย
To Natsume
ชอบมากๆที่เปรียบเทียบมันเหมือนอาหาร คมดีๆ
แต่ถ้ามีวิดีโอ เค้าว่าคนไม่ดูก็คงเยอะ แต่คนดูก็คงไม่น้อยนะ ก็แบบ ในคาบบางครั้งเราก็ไม่ได้อยากหลับใช่ป่าวล่ะ บางครั้งเราก็เหนื่อยมามากเล้วไม่อยากเรียนต่อแล้ว เอาไว้วันหลังละกันอะไรแบบนั้น ถ้าเบื่อตรงไหนก็ fast forward ไปดิ ไม่รู้นะ อันนี้ก็เป็นการมองแต่ด้านดีด้านเดียวอ่ะ…
สูญเสียความคิดที่จะบ่นไปเลยเชียวรึ - -” ลองบ่นมาดิ เดี๋ยวช่วยบ่นเพิ่ม 55+
Comment by turtledentist
Made Sunday, 14 of October , 2007 at 11:16 pm
ไม่ได้เข้ามานานล่ะ…เขียนยาวเหมือนเดิม…ก็อ่านเหมือนเดิมแหละ…
เจอกันคอมเมด…อ่ะ..ไม่เจอน่หว่าอยู่คนละเขต
Comment by กขค
Made Wednesday, 17 of October , 2007 at 3:50 pm
ถ้าเรียนแบบที่ว่า มันจาไปต่างอารายกะ เราติว ๆ หัวขวิด กานตอนจา เอนท์ อ่า..
..
เรียนในห้องดีกว่าโน๊ะ ๆ..
..
หลับก็หลับ เดี๋ยวเพื่อนมันก็ปลุกเองแหละ..
ไม่เรียน ก็ฝอย ไม่ฝอยก็ ไปเจอหน้าเพื่อนก็ยังดี..
![]()
แต่ก็..นานาจิตตัง :namo:
Comment by ส้มๆ
Made Sunday, 21 of October , 2007 at 11:16 am
พี่รัฐได้กลิ่นธูปป่าว 55+
Comment by ~SPyKIds~
Made Tuesday, 23 of October , 2007 at 10:37 am
blog ก่อนหน้านี้ แนวติสก์
พอมา blogนี่ คนละแนวเลย เปงวิชาการจ๋าซะงั้น
ก้อดีคะ..หลากหลายๆๆ >
Comment by ahe
Made Thursday, 25 of October , 2007 at 6:17 pm
นั่นสินะอยู่คนเดียวกะเหงาจริงอยู่ แต่กะบางคนที่เขาต้องอยู่คนเดียวไปตลอดและรู้แก่ใจว่าต้องอยู่คนเดียวนี่ทรมานมากกว่า อาจจะสงสัยว่าจารู้ได้ไงว่าต้องอยู่คนเดียว มะต้องแปลกใจไปหรอก กะเกิดมาผิดเพศนั่นแหละถึงรู้แก่ใจ
Comment by JaZzaLiCiouS
Made Thursday, 25 of October , 2007 at 10:30 pm
แงๆ ทุกคนดูมีสาระซะจนแจ๊สไม่รู้จะพิมอะไร ฮือ:shock:
Comment by non
Made Sunday, 25 of November , 2007 at 4:20 am
ผมชอบนะความคิดที่ว่าทั้งหมด ระบบคือต้นตอของปัญหาทั้งหมด
แต่ต้นตอของระบบกลับเป็นการศึกษานี่ละครับ ทุกสิ่งอย่างมันเหลื่อมกันไปมาอยู่
แต่ทั้งหมดทั้งปวงนั้นโยงมาจากการศึกษา การเรียนในห้องนี่ละ
เด็กไทย คนไทยไม่พัฒนา การเมืองไม่จบไม่สิ้น กีฬาไม่พัฒนา
เพราะการศึกษาเราไม่เคยได้ไปเน้นกับมันเลย
เรามองกันแต่เศรษฐกิน มองแต่อยากเจริญๆๆ แต่ลืมมองรากเหง้าของตัวเอง
ผมเลยชอบแกนความคิดนี้ครับ
เรียนให้สนุกน่ะเรียนยาก แต่ถ้าทำให้อารมณ์อยากเรียนเกิดขึ้น
ทำให้มันง่าย และสะดวกที่จะเข้าถึงมากมันก็ดีครับ
แต่อาจมีคนเถียงว่าถ้าทำวิดีโอ แล้วแบบนี้จะมีอาจารย์ไปทำไม
ผมก็คงตอบไปว่า ก็ไว้ตอบคำถาม เวลาผมสงสัยตอนดูวิดีโอน่ะสิครับ
แต่อาจมีอีกเช่น แบบนี้สอนจริยธรรมในห้องแต่ไอ้เวรนี่ดัน fast forward ไป
มันก็ไม่ได้ซึมเลยสิ งั้นก็เปิดวิชาจริยธรรมที่ต้องเข้าไปเรียนกันครับ เพียงแต่แยกเป็นหลาย section
ให้ทยอยๆเข้าไปเรียนแล้วนำแนวคิดมาเล่นกัน.. สนุกไม่น้อยครับ แบบนี้ชีวิตมหาวิทยาลัยค่อยน่าเข้าขึ้นมาอีกหน่อย
อิอิ
มาโพสซะ ผมจำไม่ได้ว่าเคยโพสอะไรทำนองนี้มั้ย
แต่เคยอ่านบล็อกหน้านี้แล้ว แต่ไม่ได้โพส วันนี้ เลยขอมาโพสแทน ๕๕
Comment by non
Made Sunday, 25 of November , 2007 at 4:22 am
เอ้อ ลืมบอกไปครับ ที่บอกมาก็ดีครับ
แต่ผมเห็นว่าจะทำให้ชีวิตนักศึกษาไร้ระเบียบกันมากขึ้น
ฉะนั้นก็อาจจะมีอะไรเพิ่มเติมมาอีกนั่นเอง.. (ขี้เกียจคิดซะงั้น)




