ไม่มีอะไรทำ บ่นให้คณะเล่นดีกว่า vol.1
Writing by rathjungzz on Saturday, 13 of October , 2007 at 7:04 pm
ใช่ว่าจะไม่มีอะไรทำจริงๆหรอกครับ มีสิ่งที่”ควรจะทำ”อยู่เต็มไปหมด ตั้งแต่เปิดเทอมมาผมยังไม่ได้อ่านหนังสือจริงๆจังๆแม้แต่หน้าเดียว ผมยังไม่ได้เฉลยข้อสอบ National license ในส่วนที่ตนเองต้องรับผิดชอบ
แต่ผมกลับไม่อยากจะทำอะไรพวกนั้นเลย ณ เวลานี้ผมอยากทำอย่างอื่น… แต่สิ่งที่ผมอยากทำก็ยังไม่สามารถทำได้ในตอนนี้เช่นกัน ตอนนี้เลยเป็นเคว้งๆไม่รู้จะทำอะไรเลย
สิ่งที่ผุดขึ้นมาในหัวของผมตอนนี้ก็คือ “ผมไม่อยากให้คนรุ่นต่อจากผม ต้องมาเจอกับสิ่งที่ผมเจอในตอนนี้” ผมไม่อยากให้เขาต้องมาอยู่ในที่ที่เขาไม่อยากอยู่เพราะความจำเป็นบางอย่าง หรือถ้าเขาได้มาอยู่แล้ว ผมก็อยากให้เขาได้อยู่อย่างมีความสุข ได้สนุกไปกับมัน
ผมไม่อยากให้การเรียนหมอช่วง Pre-clinic นี้ = การอ่านหนังสือ แต่ผมอยากให้มันเป็นการ”เล่น”ครับ
ผมเชื่อว่าคนเรามีความสุขที่จะได้เรียนรู้ครับ แต่ทำไมการอ่านหนังสือ (ตั้งแต่เด็กๆแล้ว) ทำไมมันถึงกลายเป็นยาขม ถ้าอย่างนั้น จะใส่น้ำตาลลงไปในยาให้มันกินได้ง่ายขึ้นได้ไหม… คิดว่าอาจารย์ทุกคนก็คงพยายามใส่ลงไปเท่าที่ตัวเองจะใส่ได้แล้วแหละครับ คนส่วนใหญ่ก็ยอมกินยาลงไปนะครับ กินได้ง่ายกินได้ยากแตกต่างกันไป ผมเองก็กินได้ในระดับนึง แต่ผมก็อยากให้มันหวานกว่านี้ อยากให้มันหวานขนาดกินเล่นๆทุกมื้อได้…
บางทีที่มันหวานได้แค่นี้ อาจเป็นเพราะการใส่น้ำตาลลงไปในยา ทำให้ค่ายามันแพงขึ้นมั้ง… แล้วคนรุ่นก่อนๆก็กินยาขมๆกันมาได้หนิ ทำไมคนรุ่นผมจะกินไม่ได้ล่ะ… ประเทศเราไม่มีเงินจ่ายค่ายาแพงๆหรอก
หรือบางที…อาจยังไม่มีใครค้นพบวิธีใส่ยาลงไปในน้ำตาลล่ะมั้ง ไม่มีใครสนใจจะใส่ ไม่มีใครออกทุนให้วิจัยวิธีใส่น้ำตาลลงไปในยาหรอก ในเมื่อทุกวันนี้มันก็กินได้อยู่
——————————————————————
Lecture
ผมมองดูเพื่อนๆกินยาขมกันในห้อง Lecture กัน ผมไม่รู้ว่าภายนอกที่ผมมองเพื่อนแต่ละคนกับภายในตัวตนจริงๆของเขามันจะเหมือนกันหรือเปล่า ผมไม่ได้ทำวิจัยเป็นเรื่องเป็นราว แต่…จำนวนไม่น้อยที่หลับ จะหลับมากหลับน้อยต่างกัน(บางคนหลับได้ข้ามวัน - -”) ให้เป็นกลุ่มA และคนที่ไม่หลับแต่ก็ไม่ฟังหรือฟังบ้างไม่ฟังบ้าง เช่น ผมช่วงนี้ (ก่อนหน้านี้เป็นกลุ่ม A - -”) ให้เป็นกลุ่มB ส่วนคนที่เรียนจริงๆตั้งใจจดตามก็มีไม่น้อยเช่นกัน ให้เป็นกลุ่มC

[ภาพจากห้องเรียนของตึกใหม่ มองดูเหมือนเกือบทุกคนเรียน แต่ไปอยู่ในห้องจะรู้ว่ามันไม่ใช่เลย]
ถ้าอย่างนั้นชั่วโมง Lecture เป็นสิ่งที่คุ้มค่าหรือไม่ ? นี่เป็นคำถามที่ผมสงสัย ถ้าทางคณะลองทำการประเมินแบบไม่บอกให้รู้ล่วงหน้า ไม่เก็บคะแนน เรียนเสร็จให้ลองทำข้อสอบดูโดยไม่มีการลอกกัน ผมอยากรู้ว่าจะผ่านกันกี่เปอร์เซ็นต์ ผมว่าทางคณะก็ใช่จะไม่ตระหนักในจุดนี้หรอกครับ ไม่งั้นคงไม่จัด Small group ขึ้นมาหรอก
แล้วถ้าไม่เรียน Lecture จะเรียนแบบไหน ? ถ้าใช้ระบบแบบอ.อุ๊ล่ะจะดีหรือเปล่า อัดวิดีโอไว้ แล้วใครอยากเรียนตอนไหนมีอารมณ์เรียนตอนไหนก็ค่อยไปยืมจากห้องสมุดมาเรียน อาจารย์สอนช้าไปตรงไหนก็ fast forward ฟังไม่ทันตรงไหนก็รีกลับไปฟังซ้ำ แล้วถ้าสงสัยตรงไหนล่ะจะถามยังไง ? แล้วทุกวันนี้มันมีกี่คนที่ยกมือถามในห้องล่ะครับ ? เท่าที่เห็นส่วนใหญ่ก็มักจะแว่บไปถามเอาท้ายคาบ ซึ่งคนที่ไปถามท้ายคาบก็พวกกลุ่ม C นั่นแหละ ก็ให้พวกนี้ไปเรียนห้องสดไปสิ เรียนกันคนน้อยๆประสิทธิภาพที่ได้ก็เพิ่มขึ้น คนที่ไม่อยากมาเข้าเรียนก็ไม่ต้องมาเรียน ห้องเรียนก็ไม่ต้องสร้างเพิ่ม เอาเงินมาทำระบบวิดีโอดีกว่า
เรียนแบบนี้มันสบายเกินไปรึเปล่า ? แล้วมันไม่ดีเหรอครับเรียนสบายๆ มียาหวานให้กินได้จะกินยาขมไปทำไม…
มันเป็นสิ่งที่เป็นไปได้จริงนะครับ ทุกวันนี้การทำวิดีโอมันง่ายขึ้นกว่าสมัยก่อนมากๆ ยิ่งเป็นบันทึกเฉยๆแบบนี้ยิ่งแทบไม่ต้องทำอะไรเลย เอากล้องไปตั้งไว้ต่อระบบบันทึกเสียงนิดหน่อย ถ่ายเสร็จ capture ลงคอม ตัดต่อก็ไม่ต้องตัด ไรท์ลง DVD ได้เลย หรือเอาขึ้น host ไว้ซักอาทิตย์ใครอยากดูดก็ดูดไป(แต่ก่อนอื่นคงต้องให้เนทมันใช้ได้โดยไม่ต้องลากสายเองก่อนนะครับ) ไฟล์ตัวที่ capture มาก็ลบทิ้งไปไม่เปลืองพื้นที่ แค่นั้นเอง… แล้วใครจะเป็นคนมาทำล่ะงานนี้… ถึงได้บอกไงครับว่าเอาเงินที่ใช้ไปกับอะไรไร้สาระหลายๆอย่างมาทำระบบนี้ดีกว่า ไม่ได้ใช้เงินเยอะแยะอะไรเลย (แต่จริงๆแอบคิดนะว่าคนคุมห้องโสตทุกวันนี้ก็น่าจะให้เขาทำตรงจุดนี้ได้)
แล้วอาจารย์จะรู้สึกยังไง ผมว่าอาจารย์จะรู้สึกดีขึ้นด้วยซ้ำที่นักศึกษาที่เข้ามาเรียนมีแต่คนอยากเรียนจริงๆ ไม่มีใครหลับ เวลาคนน้อยๆนักศึกษาก็กล้าถามอาจารย์มากขึ้น บรรยากาศก็เป็นกันเอง คนสอนก็สนุกคนเรียนก็สนุก
(edit เพิ่ม :พี่รามได้มาให้ทรรศนะที่น่าสนใจเกี่ยวกับระบบนี้นะครับ ลองไปอ่านดูได้ใน vol.2)
แต่ทำจริงมันจะเป็นยังไงก็ไม่รู้เหมือนกันครับ ระบบนี้ แค่คิดเฉยๆ… แล้วถ้าไม่ใช้ระบบนี้จะใช้ระบบอื่นได้หรือเปล่า ผมก็ไม่รู้อีกเหมือนกันครับ วันนี้แค่มาบ่นครับ (เหมือนปัดความรับผิดชอบมะ 55+) ผมแค่อยากจะบอกว่า…
ผมอยากให้คนรุ่นต่อไป ใช้เวลาในห้อง Lecture แบบไร้ประโยชน์กันน้อยกว่ารุ่นผมนะครับ…
——————————————————————
Smal group
ชื่อจริงๆมันชื่อ Problem-based learning เป็นการเรียนที่ให้นักศึกษามานั่งคุยกันกลุ่มละประมาณ 8 คน อาจารย์จะกำหนดเคสมาให้ ให้นักศึกษาช่วยกันตั้งคำถามจากเคสที่ให้มา เช่น โรคนี้เกิดจากอะไร จะรักษายังไง อะไรแบบนี้ สมาชิกกลุ่มก็จะช่วยๆกันคิดคำตอบตามความรู้ที่ตัวเองมี ไม่รู้ตรงไหนก็กลับไปค้นคำตอบมาว่ากันวันหลัง… Concept ของการเรียนแบบนี้คือให้นักศึกษาเกิดความอยากรู้ ทำให้การหาความรู้เป็นเรื่องสนุกมากขึ้น

[ภาพจากปฏิทินคณะเมื่อปีที่แล้ว ไม่รู้ปีนี้จะได้ทำรึเปล่า]
แต่สำหรับผมมันยัง ideal เกินไปอยู่ดี เพราะ ผมดันไม่อยากรู้อะไรเลย - -” และเพื่อนๆหลายคนก็เป็นแบบนี้ หรือบางครั้งก็อยากรู้แต่ไม่อยากขนาดจะผลักดันให้ไปหาคำตอบ เขาไปนั่งคุยๆกันไป เขาบอกให้ทำก็ทำไปงั้นๆแหละ - -”
ความสนุกของ Small group มันจะเกิดขึ้นได้ ถ้าคนที่เข้ามานั่งมีความรู้มาดวลกันครับ แต่…มันดันเละมาตั้งแต่ในห้อง Lecture ที่จะทำให้คนมีความรู้แล้ว มันเลยตามมาเละถึง Small group
Small group เป็นสิ่งที่ดีที่ควรจะทำต่อไป แต่ยังต้องปรับปรุงอีกมาก ปรับไปพร้อมๆกับระบบการเรียนหลายๆด้าน ผมมองว่ามันเป็นสิ่งที่การศึกษาของโลกอนาคตจำเป็นต้องมีด้วยซ้ำ
ผมอยากให้คนรุ่นต่อไป ใช้เวลาในห้อง Small group ได้คุ้มค่ากว่ารุ่นผมครับ…
——————————————————————
ปล.ผมเองก็รู้ครับ ว่าผู้ใหญ่รุ่นนี้ ก็พยายามอย่างที่สุดแล้วที่จะทำให้พวกผมสบายกว่ารุ่นของพวกท่าน… ก็ต้องขอบพระคุณมากครับ ^ ^ ส่วนเรื่องของคนรุ่นหน้า ก็คงต้องเป็นหน้าที่ของคนรุ่นผมนี่แหละครับ
Comments (1)
Category: My Attitude, My Life, My Medicine
- Add this post to
- Del.icio.us -
- Meneame -
- Digg
