Rath จริงๆ นะ ไม่ใช่คนอื่น

IRYU : เรามาเป็นหมอเก่งเวอร์กันเถอะ

Writing by rathjungzz on Thursday, 24 of May , 2007 at 10:20 pm

กลับมาเป็นผมคนปกติหลังจากติสท์แตกไปคราวที่แล้ว วันนี้ขอพูดถึงซีรีย์ญี่ปุ่น (ทุกคนอึ้ง อีกแล้วเหรอ สรุปกุเข้ามาบลอกรีวิวซีรีย์ญี่ปุ่นใช่มั้ยห๊ะ) อ่ะ วันนี้ขอพูดถึงซีรีย์ญี่ปุ่นที่เคยดูตอนปิดเทอม (ตอนยังไม่เป็นวัยรุ่น) เรื่อง IRYU : Team Medical Dragon

พูดถึงเรื่องนี้ในฐานะแฟนพันธุ์ทางซีรีย์ญี่ปุ่นคนนึง พูดตรงๆผมเฉยๆกับเรื่องนี้นะครับ เป็นซีรีย์ที่รวมสูตรสำเร็จแถมเดินตามสูตรแบบไม่หักมุมซักกะติ๊ดเลย (แต่ถึงอย่างนั้นก็แอบลุ้นตามให้อยู่) แถมเนื้อเรื่องและบทก็ใกล้ละครไทยเข้ามาสเตปนึงผิดซี่รีย์ญี่ปุ่นทั่วไป นั่นทำให้ผมเฉยๆกับมันครับ

เรื่องนี้เป็นเรื่องของ อาซาดะ ริวทาโร่ (Sakaguchi Kenji) หมอศัลย์หัวใจระดับเทพแต่ถูกกลั่นแกล้งจนตกอับไปใช้ชีวิตอยู่ริมทะเลรอวันโดนคลื่นซัดตาย พอดีว่าก่อนจะตายดันมีคนเห็นแววนั่นคือนางเอกของเรื่อง ชื่อว่า เป้ย ปานวาด เอ๊ย !! ไม่ใช่ (หน้าเหมือนโคตรๆ) ชื่อ หมอคาโตะ อากิระ (Inamori Izumi) กำลังทำวิจัยเพื่อจะเอาตำแหน่งศาสตราจารย์โดยจะทำการผ่าตัดหัวใจแบบพิเศษที่ไม่เคยมีใครทำได้ในญี่ปุ่น (ไม่รู้โม้ป่าว) แต่พอดีกลัวว่าตัวเองไม่เทพพอ เลยต้องหาแพะ เอ๊ย !! หาผู้ช่วย ก็เลยมาชวนพระเอกเราไปกรีดใจกัน เรื่องราวก็ดำเนินไป…

เมื่อไหร่โรงบาลศรีจะเป็นงี้ - -” (ก่อนอื่นต้องทาสีไอ้ตึกเหลืองเขียวนั่นใหม่สินะ)

ย้อนกลับไปที่ผมบอกว่าถ้าดูในฐานะคนดูผมเฉยๆ แต่ถ้าดูมันในฐานะนักศึกษาแพทย์ เรื่องนี้กลับเป็นเรื่องนึงที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผมในระดับนึงเลยทีเดียวครับ

หนังมันห่วยหนังมันดียังไง ก็ไปตัดสินกันเอาเองละกันนะครับ เรามาพูดถึงดูหนังแล้วมันส่งผลยังไงต่อชีวิตดีกว่าครับ

พี่เทพ (อาซาดะ ริวทาโร่)

1.Superman

อาซาดะ ริวทาโร่ มันเป็นซุปเปอร์แมนครับ - -” หมอบ้าไรผ่าตัดกี่ทีๆก็ทำให้หมอศัลย์ในโรงพยาบาลอันดับหนึ่งของญี่ปุ่น (ก็ในเรื่องเขาว่างั้นอ่ะ) อ้าปากค้างทุกคนแถมบอกว่า “เป็นไปไม่ได้” ใช่ครับ คนดูก็รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ มันเก่งเวอร์เกินมนุษย์มนาเกินไป…

และเรื่องนี้ก็มีหมอหลายๆคน (ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับพระเอก) ที่ผู้สร้าง”จงใจ”ใส่มาให้เป็นหมอเลวๆ (ไม่สนใจคนไข้ สนแต่ธุรกิจ สนแต่ตำแหน่ง) ให้ไม่มีฝีมือแต่ได้ดิบได้ดี ให้คนดูเกลียด…

จริงอยู่ว่าอาซาดะอาจจะเป็นซุปเปอร์แมนที่ไม่มีจริงในโลก แต่พอได้ดูแล้ว… ผมดันอยากเป็นซุปเปอร์แมนบ้างน่ะสิครับ 55+ ก็รู้อยู่ครับว่าจะให้เก่งแบบนั้นมันเป็นไปไม่ได้ แต่ก็อยากจะเป็นหมอที่เก่งที่สุดเท่าที่ผมจะเก่งได้ และผมก็ดันรู้สึกเกลียดหมอห่วยๆที่มีแต่ความเห็นแก่ตัวแต่ไม่มีปัญญาช่วยชีวิตคนไข้ขึ้นมาจริงๆ(ตามที่ผู้สร้างเขาต้องการเด๊ะ - -”) และทำให้ผมไม่อยากเป็นแบบนั้น

บอสใหญ่ของเรื่อง หมอที่เลวขนาดนี้ไม่รู้จะมีจริงรึเปล่า ยังไม่ค่อยได้เจอหมอเท่าไหร่

ไม่ว่าคุณจะทำงานอยู่ในสายไหนก็ตาม แต่ผมคิดว่าดูแล้วก็คงจะเกิดความรู้สึกอยากจะทำงานของตัวเองให้ดีที่สุดขึ้นมาไม่มากก็น้อยแหละครับ…

2.ความยากลำบาก

พี่เทพ(อาซาดะ) เคยเป็น NGO มาก่อน พี่แกเล่นไปอยู่ในประเทศที่มีสงครามอยู่(ไม่รู้ประเทศไหนเหมือนกัน รบกันยังกะ Black Hawk Down) และไปคอยรักษาคนบาดเจ็บที่นั่น มันคงเป็นชีวิตที่ยากลำบากน่าดู ต้องไปอยู่ในที่ทุรกันดาร(ไม่รู้มีห้องน้ำใช้ป่าว) ต้องรักษาชีวิตคนด้วยอุปกรณ์ที่จำกัด แต่สิ่งที่เขาได้แลกกลับมานั้นก็คือฝีมือและการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าระดับเทพที่พูดไปเมื่อข้อที่แล้วนั่นเอง (ถึงจริงๆแล้วมันเทพเพราะมันเป็นพระเอกก็เถอะ - -”)

นางเอกของเรื่อง หามุมที่เหมือนเป้ยไม่ได้เลยแฮะ แต่ดูไปดูมาจะรู้สึกเองครับ

มันมีส่วนทำให้ผม…กล้าก้าวข้ามเส้นที่กั้นระหว่างความสุขสบายกับความลำบากออกไปขุดทรัพย์ที่ฝังไว้ในโซนของความลำบาก เพราะผมหวังและเชื่อมั่นว่าชีวิตที่เผชิญกับความยากลำบากมันจะทำให้ผมแข็งแกร่งและเก่งขึ้นครับ ผมจะเผชิญกับอุปสรรคทั้งๆที่ไม่มีอุปกรณ์ ไม่มีอะไรเลยนั่นแหละ

ระยะหลังๆเวลามีอะไรที่มันไม่สบายนัก (ที่เป็นเมื่อก่อนไม่ทำแน่ๆ) เช่น ออกกำลังกาย ทำกิจกรรมกลางแจ้ง ทำชั้นหนังสือเอง ไปติดต่ออบต. หรืออะไรทั้งหลายที่ไม่เคยทำมาก่อน(และไม่คิดจะทำซักนิด) ผมจึงอาสาไปทำครับ และมันก็ทำให้ผมรู้สึกว่า”ได้อะไร”ให้ชีวิตทุกครั้งที่ทำจริงๆ และทำให้ผมติดใจลองทำอะไรหลายๆอย่างต่อไป (และความรู้สึกมันก็เหมือนได้เจอขุมทรัพย์จริงๆครับ)

ถ้าคุณได้ดู คุณอาจจะมีความรู้สึกกลัวความลำบากน้อยลง และอยากไปหาอะไรที่มีค่าให้ชีวิตแต่มันดันฝังไว้ในโซนยากลำบากบ้าง ไม่มากก็น้อยแหละครับ…

รองบอส

3.Teamwork

เรื่องการทำงานเป็นทีม ผมชอบจริงๆตอนที่พี่เทพบ้าอำนาจผ่าตัดตามใจฉัน จนเป้ย(นางเอก)ไม่ปลื้มเลยถามพี่เทพไปว่า “สำหรับคุณ ทีมมันคืออะไร” พี่เทพยอมขอโทษและจะไม่ผ่าแบบนั้นต่อถ้าเป้ยไม่เห็นด้วย

เขาถ่ายบรรยากาศในห้องผ่าตัดมาให้ดูด้วย (ส่วนใหญ่ในเรื่องก็อยู่ในนั้นแหละ - -”)

เรื่องการทำงานเป็นทีมเป็นอะไรที่ผมอ่อนมาก เพราะที่ผ่านมาฉายเดี่ยวมาตลอด ถ้าทำอะไรเป็นทีมก็มักจะเป็นตัวประกอบเสมอ(ประมาณพวกมีไว้พอให้กลุ่มมันครบ) หลังๆเริ่มได้รับหน้าที่สำคัญขึ้นก็รู้สึกว่าตัวเองทำงานเป็นทีมไม่ค่อยเก่งเหมือนกัน เพราะผมไม่ค่อยฟังชาวบ้าน ดูเรื่องนี้แล้ว ทำให้ฟังมากขึ้นนะครับ (นี่ขนาดมากขึ้นแล้วนะ ทุกคนอึ้งรอบ 2 - -”)

————————————————————-

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย
-เรื่องนี้ Mizukawa Asami ที่เล่นเป็นคิโยริใน Nodame Cantabile ก็มาเล่นด้วยครับเป็นนางพยาบาลกิ๊กพระเอก (เรื่องนี้นางเอกกับพระเอกไม่ได้รักกันครับ ถึงบางตอนและบางคนจะลุ้นให้มันรักกันก็เถอะ) ผมว่าเรื่องนี้เธอสวยขึ้นกว่าตอนโนดาเมะมากเลยนะครับ ดูแล้วนึกถึงนางเสือดาว 55+ เป็นดุๆโหดๆดี

-Koike Teppei ที่เล่นเป็นหมอฝึกหัด(อารมณ์เด็กในสังกัดของพระเอก) เรื่องนี้หน้าเหมือนแฮรรี่ พอตเตอร์มาก ผมติดภาพลักษณ์คุณหมอของเขาไปเลย ไปดู Gokusen 2 กับ Dragon Zakura อึ้งเลยสิครับ เฮ้ย เปลี่ยนไปขนาดนี้เลยเหรอคนเรา (จริงๆเรื่องแบบนี้ในซีรีย์ญี่ปุ่นผมก็เริ่มชินแล้วล่ะครับ - -”) เคสเปลี่ยนไปขนาดนี้เลยเหรอนี่พี่เทพเองก็ไม่เว้นนะครับ (แต่เรื่องนี้พี่แกรับบทเป็นหมอศัลย์ได้เหมือนมากๆ หมอศัลย์ที่ผมรู้จักชอบหน้าตาสไตล์นี้แหละ ไม่รู้ทำไมเหมือนกันครับ 55+)

-เรื่องนี้ สร้างมาจากการ์ตูนครับ (มิน่าเวอร์ซะยังกะ Dr.K)
-เรื่องนี้ คนกลัวเลือด(จริงๆ)มิควรดูครับ ส่วนพวกคิดว่าตัวเองกลัวถ้าอยากดูก็ดูไปเถอะครับ
-เคยมีหลายๆคนเปรียบเทียบกับ Grey’s Anatomy ว่าเก(ร)ย์ดีกว่า ผมเองยังไม่เคยดูเกย์ (แผ่นก็อยู่ในห้องนี่แหละ - -”) เลยเปรียบเทียบไม่ได้ ไว้ดูแล้วเดี๋ยวผมมาเทียบกันให้ดูครับ
-ในเรื่องนี้มีหมอเลวๆเยอะ ซึ่งในชีวิตจริง ผมว่าหมอเลวๆขนาดนั้นก็ไม่ได้หากันง่ายๆหรอกครับ แต่อันนี้เล่นเป็นศูนย์รวมเลย - -” มาที่เดียวเจอได้เลวทุกประเภท เป็น One-Stop service จริงๆ

-เรื่องนี้ ผมว่ามันตลกอยู่อย่างนึงครับ คือตัวละครมันเก๊กกันเกินไป - -” อารมณ์หนังเจ้าพ่อมาเฟียมากๆ เดินๆไปต้องเก๊กหน้าขรึมทำเป็นไม่เห็นกันนะ พอสวนกันไปซักนิดดันพูดขึ้นมา (แล้วทำไมตะกี้ไม่คุยกันให้มันรู้แล้วรู้รอด - -”) พอคุยได้ซักพักอีกคนก็จะพูดประโยคที่เหมือนจะเท่แล้วเดินหนี บักคนถูกหนีก็เดินตามเขาไปพูดอีกเด้ะ พอตามไปก็หนีอีก (ทำไมมันไม่ยืนคุยกันดีๆ จะเดินเล่นกันเหรอ - -”) เป็นแบบนี้หลายฉากมากๆและมีทุกตอน

ชอทนี้ไม่ได้คุยกับคนข้างหลัง แต่ชอทที่คุยแล้วเดินหนีกันจะเยอะมาก - -”

-จากนี้ไปถ้าผมพูดถึงซีรีย์เรื่องไหน ผมจะแจก OST.เพลงที่คิดว่ามันเพราะ และเปิดบ่อยๆในเรื่องเสมอเลยนะครับ (เรื่องเก่าๆก็อัพให้แล้วนะครับ)

สำหรับเรื่องนี้คือ
-AI -Believe (มีนักร้อง เป็น theme song เล่นตอนจบ)
-Blue Dragon (ทำนองเฉยๆ Main theme)
-Aesthetic (เพลงร้องอีกเพลงนึง ชอบๆ)

————————————————————-

ปล.
-หลายคนทักว่าเปิดเทอมมานี้ผมเปลี่ยนไป ผมเปลี่ยนไปจริงๆครับ (และโดยส่วนตัวคิดว่าในทางที่ดีขึ้นอยู่ - -”) แต่ซีรีย์เรื่องนี้แค่ “มีส่วน”ทำให้ผมเปลี่ยนไปเท่านั้นนะครับไม่ใช่แค่ดูแล้วจะเปลี่ยนจากหลังเท้าเป็นหน้ามือได้ การที่เปลี่ยนไปได้ขนาดนี้เกิดจากอะไรหลายๆอย่างช่วยกันเสริมมากๆครับ ^ ^
-เรื่องการออกจากความลำบาก คอนเซปท์เดียวกับตอนที่ผมเขียนเรื่อง “ไปเที่ยวดีมั้ย” นั่นแหละครับ (อย่างที่บอกว่าอะไรๆมันช่วยเสริมกัน)
-วันนี้เลย 3 ทุ่มมามากแล้ว(ได้ข่าวว่า 4 ทุ่มแล้ว - -”) ขอตอบคอมเม้นท์วันหลังละกันนะครับ

-พูดเรื่องทำอะไรยากๆแล้วก็นึกถึงวันก่อน เป็นปล.ที่ยาวที่สุดในประวัติศาสตร์ - -”

ผมไปช่วยแม่ทำกับข้าว (ระยะหลังค้นพบว่าการไปช่วยแม่ทำกับข้าวนี่เป็นความสุขเล็กๆอย่างนึง) แล้วมันต้องหั่นปลาตัวเล็กๆขนาดประมาณ 20×5 cm. ไม่รู้ปลาอะไรเหมือนกัน โคตรลื่น(ไม่รู้มันเป็นญาติกับปลาไหลรึเปล่า - -”) โดยใช้มีดอีโต้ครับ เพราะบ้านไม่มีมีดเหลือ ปลาเวรนี่มันไหลสุดๆจริงๆครับ จับยังไงก็ไม่อยู่ แถมมีดก็ใหญ่เหลือเกิน จะควักไส้มันออกมาทีนี่ก็ยากเหมือนกัน ตัวนึงตกประมาณ 10 นาทีได้กว่าจะทำเสร็จ (แล้วมีประมาณ 20 ตัว - -”) ตอนผมผ่าไปแรกๆผมแทบอยากจะลุกไปหยิบ forceps(ที่คีบ) กับมีดผ่าตัดพร้อมกรรไกรคู่ชีพ(อันเดียวกับที่ผ่าอาจารย์ใหญ่นั่นแหละครับแต่ว่าล้างแล้ว) มาเจื๋อนมันให้รู้แล้วรู้รอด คงเสร็จได้เร็วขึ้นโข แต่ผมนึกไปถึงพี่เทพนี่แหละครับ ถ้าไม่ทำสำเร็จด้วยอุปกรณ์ที่มีอยู่อย่างจำกัดมันก็ไม่มีความหมายดิ สุดท้ายผมก็ตัดสินใจไม่ไปหยิบ แล้วก็ใช้อีโต้นั่นแหละผ่ามันต่อไปจนเสร็จทุกตัว (และก็เละทุกตัว - -”) แต่มันก็ให้รู้สึกว่าใช้อีโต้ได้เก่งขึ้นนะครับ 55+ แถมได้ความภูมิใจอีก


Technorati : ,

Comments (23)

Category: My Entertainment, My Medicine

Hello !!

สวัสดีครับ ยินดีต้องรับสู่ Rath จริงๆ นะ ไม่ใช่คนอื่น ก็อยู่มาได้ 1 ปีแล้วนะครับ สำหรับบลอกเดาๆบลอกนี้ ขอบคุณที่เข้ามาเยี่ยมกันนะครับ ^ ^ 1 ปีต่อจากนี้ก็ไม่รู้มันจะเป็นยังไงต่อไปเหมือนกันครับ อาจจะไม่ค่อยได้อัพบ่อยเท่าใดนัก อาจจะมีสาระน้อยลง อาจจะเห็นแก่เงินมากขึ้น ก็นไม่ทราบเหมือนกันครับ 55+