Rath จริงๆ นะ ไม่ใช่คนอื่น

1 Litre of Tears : ซีรีย์ที่คู่ควรกับคำว่า “สุดยอด”

Writing by rathjungzz on Thursday, 12 of April , 2007 at 2:16 pm

จริงๆตั้งใจไว้ว่าจะมาอัพเรื่องที่ไปนอนโรงบาลมาคืนนึง และไม่ตั้งใจว่าจะอัพเรื่องซีรีย์ญี่ปุ่นสองครั้งติดกัน

แต่เรื่องนี้…เพิ่งดูจบเมื่อวาน …สุดๆจริงๆครับ “1 Litre of tears” หรือชื่อที่หลายๆคนตั้งให้ว่า “(ซีรีย์ที่จะทำให้คุณเสีย) น้ำตา 1 ลิตร” อัพครั้งนี้ยาวมาก แต่เรื่องนี้อยากให้ดูจริงๆครับ

ผมเองดูซีรีย์ญี่ปุ่นมาก็พอควรเหมือนกันครับ แต่สำหรับเรื่องนี้ ผมยกให้เป็น”ที่สุด”จริงๆครับ ซีรีย์บ้าอะไร มีอะไรให้คิดได้”ทุกตอน” จริงๆครับ ทั้ง 11 ตอนของซีรีย์ มีเรื่องให้ผมเอามาคิดมาเขียนลงบลอก 11 เรื่องได้สบายๆ จะไม่มานั่งไล่หรอกนะครับว่าอะไรบ้าง สำหรับเรื่องนี้ คำสั้นๆที่ผมเอ่ยถึงมันคือ “ไม่ควรพลาด“ครับ

เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่สร้างมาจากหนังสือไดอารี่ของ คิโตะ อายะ (ดัดแปลงเป็น อิเคอุจิ อายะ ในเรื่อง) เด็กหญิงชาวญี่ปุ่นที่”มีตัวตนอยู่จริงๆ“ครับ เธอป่วยเป็นโรค Spinocerebellar Degenaration แปลตามตัว คิดว่าคงแปลว่า การเสื่อมสลายของทางเดินประสาทระหว่าง Spinal Cord กับ Cerebellum น่ะครับ ในซับไทยและเวบไทยหลายๆแห่งบอกว่าเธอเสียที่แกนสมอง แต่มันตรงไหนฟะแกนสมอง - -” ผมคิดว่าบางทีน่าจะเป็น ก้านสมอง (Brain Stem) มากกว่านะครับ …อะไรเกี่ยวกับสมองทั้งหลายแหล่ เสียแล้วมันก็เสียเลยล่ะครับ แถมมีแต่จะเสียวันเสียคืนด้วย ไม่มีข้อยกเว้นต่อใครคนไหนทั้งสิ้น…

ป่วยเป็นโรคตั้งแต่อายุ 15 ปี ไม่รู้ว่าเกิดจากอะไร? มาได้ไง ? แต่สุดท้ายแล้ว…เริ่มจากเดินไม่ได้ ต่อมาจะพูดไม่ได้ จากนั้นก็กินไม่ได้ สุดท้ายก็คือนอนรอความตาย…น่าเศร้าเหลือเกินสำหรับเด็กสาวอายุเท่านี้

ดูเรื่องนี้แล้วได้หยุดหันมามองตัวเองหลายต่อหลายเรื่องครับ…

อายะจังคิดมาตลอดว่าชีวิตเธอเป็นเหมือนดอกไม้ตูมที่ยังไม่ผลิบาน ยังมีอะไรให้เธอทำอีกเยอะแยะมากมายในโลกใบนี้ เธอเพิ่งสอบเข้าได้โรงเรียนที่มีชื่อด้านการเรียน (อารมณ์ประมาณเตรียมอุดมฯ ไม่ก็สาธิตมข.น่ะครับ -เอ่า เหรอ อันหลังไม่เกี่ยวเหรอ - -”) กำลังจะได้เล่นบาสที่เธอชอบ กำลังถูกรุ่นพี่ที่แอบปลื้มมานานสนใจ(จะได้จูงมือกันไปเดินเปิดท้ายวันหยุดแถวหอกาญจน์) ทุกสิ่งทุกอย่างพังทลายลงไปหมดครับ

จากเด็กสาวธรรมดามากๆ (แค่โคตรสวย เรียนเก่งแถมเจือกเป็นนักบาสอีก - -”) สู่การเป็นคนพิการในเวลา 5 ปี อายะจังต้องสูญเสียสิ่งที่เธอทำได้ทีละอย่างๆในแต่ละวันที่ใช้ชีวิตไป ทุกครั้งที่เวลาของหนึ่งวันหมดลง เธอต้องทำใจไว้แล้วว่าวันพรุ่งนี้ต้องมีสิ่งที่เธอไม่สามารถทำได้ในวันนี้ …แล้วเราล่ะครับ ทุกวันนี้เรา “ฆ่า”เวลาทิ้งไปวันๆกันขนาดไหนแล้ว

ตอนที่งานเขียนของอายะจัง เริ่มเป็นกำลังใจให้ผู้คนที่ป่วยเป็นโรคนี้มากมาย เธอเองเพิ่งจะ 20 ครับ ซึ่งเป็นช่วงอายุที่เธอเขียนหนังสือแทบจะไม่ได้แล้ว(เห็นสภาพภาพตอนเธอเขียนแล้วเจ็บสุดๆ) แต่เธอก็ยังเขียนมัน…เขียนให้กับทุกคน ให้ทุกคนมีแรงที่จะต่อสู้กับโรคร้าย แล้วเราล่ะ… 20 แล้ว เราทำอะไรอยู่…. เราใช้”เวลา”ของเราทำอะไรอยู่ครับ…

ดูเรื่องนี้แล้ว จะได้เห็นอะไรหลายๆอย่างที่ไม่มีเขียนไว้ในหนังสือครับ ไอ้ 5 stages บ้าบอ of อะไรซักอย่าง ที่เป็น 5 ขั้นของการตอบสนองของผู้ป่วยต่อโรคร้ายนั่นน่ะครับ มีให้เห็นครบทุกข้อ ตั้งแต่การปฏิเสธยันการยอมรับในโรค ได้เห็น nystagmus, finger to nose test, tremor, ataxia สารพัดครับ เห็นแต่ละครั้งก็สะเทือนใจสุดๆแบบว่า โธ่ ไม่นะ… ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับความรู้สึกที่เห็นภาพของสิ่งเหล่านี้ในการอ่านหนังสือไปสอบ ที่ออกอารมณ์ว่า อ๋อ เหรอ เป็บแบบนี้เหรอ..แค่นั้น…แล้วก็จบไป…แต่ภาพของอายะ กลับติดตาเหลือเกิน…

ได้เห็น”ผลกระทบ” ในหลายๆด้านของโรคนี้ที่เกิดต่อเธอ ต่อครอบครัว ต่อคนรอบข้าง

ได้ทบทวนตนเอง ว่าจริงๆแล้วเรารู้สึกยังไงเวลาเราเห็นคนพิการ เราเห็นเขาเป็นส่วนเกินของสังคม เป็นคนไร้ประโยชน์ หรือว่าสงสารเขา… ผมเองก็ไม่รู้ว่าในใจลึกๆของผม จริงๆเลือกข้อไหนมากน้อยแค่ไหนกันแน่ แต่ความรู้สึกผมตอนนี้ พวกเขา…ก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคมครับ… เป็นส่วนหนึ่งจริงๆ

ฮารุโตะ (คนละคนกับบักรุ่นพี่นั่นนะครับ) แฟนของอายะจังเป็นคนลูกผู้ชายที่น่านับถือมาก นายสุดยอดจริงๆ (อาจดูไม่หล่อเท่าไหร่แถมบางครั้งก็ทำตัวเหมือนเด็กมีปัญหา แต่ถึงชอทโชว์เท่มันก็เท่ได้ใจจริงๆ) ถึงแม้อายะจังจะเป็นแบบนี้ แต่ก็ยังคอยมาดูแลตลอด ทั้งๆที่ตัวมันเองก็เรียนหมอ แถมเหมือนว่าสาวจะกรี๊ดเยอะ (พอดีสงสัยที่นู่นเขาว่ามันหล่อ) (แก้ครับ…ถ้าเป็นเรื่องอื่นผมทรงอื่นมันหล่อจริงๆครับ) หันมามองย้อนดูตัวเอง แล้วตูล่ะ เฮ้อ…ทำตัว - -” ผมชอบประโยค(ที่ไม่คิดว่ามันจะพูด)ที่ว่า “ถ้าเธอเดินไม่ได้ ฉันจะมาหา… ถ้าเธอพูดไม่ชัด ฉันจะตั้งใจฟัง…”

การต่อสู้กับโรคร้ายที่ไม่มีวันชนะได้ สร้างความประทับใจขึ้นในใจหลายๆคน สำหรับผม แม้สุดท้ายเธอจะต้องตายเพราะโรคร้าย แต่เธอชนะแล้วครับ…

คำถามที่อายะจังถามแม่ของเธอว่า “แม่คะ ทำไมโรคนี้ถึงเลือกหนู” คงไม่มีใครตอบได้ แต่ถ้าให้ผมลองเดาดู… ก็คงเหมือนกับที่หลายๆคนในโลกนี้รู้สึกต่ออายะจัง นั่นก็เพราะ…”ก็เพราะอายะจังเป็นคนที่ยอดเยี่ยมไงล่ะครับ”

น้ำตา 1 ลิตรที่เธอเสียไป ไม่ได้เสียไปเปล่าๆแน่นอนครับ มันไปจุดไฟในใจของใครหลายต่อหลายคนขึ้นมาครับ …รวมทั้งผมด้วย(ถึงแม้กับตูแล้วไม่รู้ว่ามันจะดับเมื่อไหร่ก็เถอะ - -”)

ครั้งนี้ คนที่ยังไม่เคยดูอาจจะไม่เข้าใจสิ่งที่ผมเขียนไปในหลายๆเรื่อง(บักนี่บ่นอะไร - -”) แต่อยากให้ไปหามาดูจริงๆครับ มันสุดยอดจริงๆ

ขอบคุณ…ที่สร้างเรื่องราวดีๆแบบนี้ขึ้นมา

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย
-เรื่องนี้มีชื่อภาษาญี่ปุ่นว่า Ichi Rittoru no Namida ครับ หรือบางทีก็เขียน 1 litoru no Namida
-หนู Erika Sawajiri ที่แสดงเป็นอายะจัง ไม่รู้เดี๋ยวนี้กลายเป็นเจ้าแม่หนังนางเอกเตรียมตายหรือยังไง มีผลงานอีกเรื่องคือ A Song to the sun เห็นเขาว่าซึ้งดีเหมือนกันครับ ว่าจะไปหามาดูอยู่
-ปัจจุบันหนังสือ 1 Litre of tear ไดอารีของคิโตะ อายะ ขายได้กว่า 1.8 ล้านเล่มแล้วครับ
-ผมจะชอบการแสดงของ Erika จังมาก (นอกจากความน่ารักของเธอที่ให้หมดใจ :oops:) แต่คนที่ผมชื่นชมไม่แพ้กัน ก็คือ คิโตะ อายะตัวจริง…เห็นภาพนี้ของเธอ ที่เธอพยายามทำกายภาพบำบัดอย่างสุดใจ มันชวนให้ไฟพรึ่บๆจริงๆ…

-1 Litre of tear มีผู้คนชื่นชอบมากมาย ผมไม่เคยเห็นซีรีย์ญี่ปุ่นเรื่องไหนจริงๆที่จะมีคนมาช่วยกันรีวิวได้ขนาดนี้ ลองไปถามอากู๋ (google) ดูก็ได้ครับว่าเยอะขนาดไหน เอาแค่บลอกเพื่อนบ้านของผม ก็มี พี่ wat และ พี่ปัดแล้วครับ
-เรื่องนี้เพลงประกอบก็เพราะครับ ถ้าหาได้แนะนำให้โหลดทั้งอัลบั้มเลย
-แจก OST. ของเรื่องนี้ 4 เพลงครับ ฟังตอนดูเสร็จใหม่ๆอินมาก
K-Only Human (theme song เปิดตอนจบตอน)
Remioromen-Konayuki (เพลงที่เปิดตอนฉากที่เกี่ยวกับพระเอก-นางเอก)
Remioromen-9 March (เพลงที่เพื่อนในห้องร้อง)
1 Litre no Namida -Main Theme
Seimei aru Kagiri - Sub Theme

ปล.
-สังเกตนะครับ…นี่เป็นครั้งแรกจริงๆที่ผมใช้คำว่า “ไม่ควรพลาด”
-ถึงเรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่หลายๆคนการันตีว่า “ร้องแน่ๆ” แต่ผมก็ยังคงรักษาสถิติไม่เคยเสียน้ำตาให้หนังเรื่องไหนไว้ได้(แอบภูมิใจ) แต่…มันซึ้งสุดๆจริงๆครับ (ทำผมน้ำตาซึมได้หลายตอน)
-การแต่งกายของอายะจัง สังเกตนะครับว่ามันไม่ได้มีอะไรมากมายเลย ไม่ต้องแต่งให้เซ๊กซี่ก็ได้ แต่เธอก็ดูดีได้ในแบบของเธอ (เพื่อนผู้หญิงคณะพ.อ่ะ ที่ตอนนี้ถึงรุ่น 30 กว่าๆน่ะ แต่งเนื้อแต่งตัวกันมั่งนะ - -”) แน่ะ มีแอบจิก
-เรื่องนี้ ใครรู้จักแล้วอยู่ใกล้ๆผม ถ้าอยากดูบอกได้เลยครับ อยากให้ได้ดูกัน…

-ซีรีย์เรื่องนี้มีจุดที่ผมแอบตะหงิดๆเล็กๆอยู่บ้างเหมือนกันครับ คือ ผมรู้สึกว่าบางชอทเหมือนผู้สร้างพยายาม”ยัดเยียด”อะไรลงไปเกินไปน่ะครับ
1.อ่ะ เช่น อายะจังเป็นเด็กที่สดใสร่าเริง อ่ะ อันนี้เข้าใจครับ แต่ลองมานึกภาพในความเป็นจริงกัน ..สมมติผมเดินออกจากบ้าน อ่ะ ไปเซเว่นละกัน ระหว่างทางเห็นสาวน้อยสดใสน่ารักวัยม.ต้น กำลังวิ่งไปโรงเรียนด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม(ไม่ใช่เพราะกลัวไปไม่ทัน แต่เธอสนุกกับการไปโรงเรียนคร้าบ ^ ^) แล้วจู่ๆ สาวน้อยคนนั้นก็กระโดดดึ๋งขึ้นมาซะงั้น อา…ช็อคสิครับ ความรู้สึกของผมมันคงจะแบบ เอ่อ…น้องครับ เป็นอะไรรึเปล่า -*- กระโดดทำไม… (หรือที่ญี่ปุ่นเขากระโดดกันเป็นเรื่องปกติ ออกกำลังกายยามเช้า)

2.ห้องตรวจของคุณหมออะไรซักอย่างที่เป็นแพทย์เจ้าของไข้ของอายะจัง บรรยากาศในห้องดูอึมครึมเศร้าหมองเข้ากับโรคของอายะจังอย่างมาก คนธรรมดาจิตปกติดูเขาคงไม่คิดอะไร แต่สำหรับผม…โรงบาลแกไม่มีตังค์จ่ายค่าไฟรึไงห๊า เปิดไฟหน่อยสิฟะ!! เป็นหมอโรคจิตรึไงชอบตรวจคนไข้มืดๆ - -” ยิ่งตอนมันวิจัยอะไรอยู่คนเดียวยิ่งมืดคูณสอง แถมทำหน้าเคร่งเครียด ให้อารมณ์หมอโรคจิตกำลังทำวิจัยลับมาก -*- (เอาภาพมาคอนเฟิร์มว่าเฮียแกชอบความมืด) แต่เฮียแกก็ทำให้ผมรู้สึกนะครับ…ว่าเป็นหมอดีๆนี่มันก็เท่แฮะ

-ซีรีย์ญี่ปุ่น เป็นซีรีย์ที่ดูแล้วอาจจะไม่ถึงกับสนุกหรือว่าน่าติดตาม แต่เสน่ห์ของซีรีย์ญี่ปุ่น มันอยู่ที่การ”ให้ข้อคิด”ครับ ถ้าตั้งใจดู และคิดตาม มักจะเกิดความรู้สึกว่า “เออ จริงสินะ…” ขึ้นมาเสมอ อยากให้ผู้จัดละครของประเทศไหนไม่รู้ที่ชอบจัดละครให้มีแต่คนมาตีกันให้ดู หันมาสนใจทำอะไรที่มันสร้างสรรค์บ้าง อย่าใช้เหตุผลชุ่ยๆว่า”ก็ทำมาแล้วคนดูชอบอ่ะ” งั้นแบบนี้เกิดคนดูอยากกินยาบ้าไม่ต้องไปหามาให้กินเลยเหรอฟะ - -”


Technorati : ,

Comments (71)

Category: My Entertainment, My Medicine

Hello !!

สวัสดีครับ ยินดีต้องรับสู่ Rath จริงๆ นะ ไม่ใช่คนอื่น ก็อยู่มาได้ 1 ปีแล้วนะครับ สำหรับบลอกเดาๆบลอกนี้ ขอบคุณที่เข้ามาเยี่ยมกันนะครับ ^ ^ 1 ปีต่อจากนี้ก็ไม่รู้มันจะเป็นยังไงต่อไปเหมือนกันครับ อาจจะไม่ค่อยได้อัพบ่อยเท่าใดนัก อาจจะมีสาระน้อยลง อาจจะเห็นแก่เงินมากขึ้น ก็นไม่ทราบเหมือนกันครับ 55+