Rath จริงๆ นะ ไม่ใช่คนอื่น

นิยายรักจริงๆนะไม่หลอก

Writing by rathjungzz on Tuesday, 10 of July , 2007 at 11:28 pm

จริงๆ ณ เวลานี้ ผมกำหนดให้ตัวเองต้องอ่านหนังสือเตรียมไปทำ Small group ในวันพรุ่งนี้ เป็นคล้ายๆกับการเอาเคสคนไข้จริงๆมาให้นักศึกษาใช้ความรู้(อันน้อยนิด - -”)ที่แต่ละคนมี ช่วยกันทำความเข้าใจตัวโรค

แต่พอดี ผมไปรับงานออกแบบลายสกรีนเสื้อของทางสโมสรนักศึกษาแพทย์มา และเพิ่งทำเสร็จเมื่อวานนี้เอง เลยเอามาอวดให้คนชมคนด่าเล่น และอีกอย่างนึง คือผมดันรำลึกความหลังบางอย่างได้ในช่วงที่กำลังทำเสื้อตัวนี้

มีคนถามผมหลายคน ว่าตัวนี้คอนเซปท์อะไร ตอบตรงๆว่าไม่มีครับ 55+ จริงๆ ต้องบอกว่ามีอยู่ แต่มันไม่เกี่ยวกับสโมเลยซักกะติ๊ด มันเป็นการ”ระบาย”มากกว่าครับ

ทำไมต้องเป็นรูปหัวใจ ? ทำไมต้องมีอะไรมั่วๆมาอยู่รอบๆพันหัวใจไว้ ? และทำไมต้องมีเส้นกลุ่มนึงที่ผิดจากชาวบ้านยื่นเลยออกไปจากรูปตั้งไกล ?

.

และวันนี้ ก็ไรซึ่งสาระโดยสิ้นเชิงเช่นดียวกัน - -”
[เริ่มมหากาพย์นิยายรักเด็กแพทย์ ฉบับน้ำเน่าเคล้าน้ำตา]

..

ผมพบกับเธอครั้งแรกเมื่อ 10 กว่าปีก่อนครับ…

แรกๆ ผมก็ไม่ได้คิดอะไรกับเธอมากนัก แค่รู้สึกว่าอยู่กับเธอแล้วมันสนุกดี เวลาเบื่อๆจากอะไรอย่างอื่นก็มาเล่นกับเธอ แต่พอดีช่วงนั้นผมยังเด็กอยู่มาก (10 ปีที่แล้วตูเพิ่งกี่ขวบเองล่ะ - -”) ไม่นานชีวิตก็มีอะไรน่าสนใจเข้ามาเยอะแยะ ผมก็เล่นไปทั่วไปทีบ(เก็บเห็ดเก็บหอยอะไรก็ว่าไป) และอีกอย่างนึงคือผมก็กำลังสนใจอีกคนนึงอยู่(สมมติชื่อ D) ผมในตอนนั้นทุ่มเทให้กับ D มากมายเหลือเกิน

เวลาผ่านไปหลายปี ตอนนั้นผมได้รับมอบหมายงานอย่างนึง ตัวผมเองไม่สามารถจะทำได้ด้วยตัวเองได้เลย ส่วน D เองก็ช่วยผมไม่ได้เช่นกัน(ทำตัวไร้ประโยชน์จริงๆ) นั่นทำให้ผมกลับไปพบกับเธออีกครั้ง การพบกันครั้งนี้ทำให้ผมพบแง่มุมแปลกๆใหม่ๆในตัวเธอมากมายที่ผมเมื่อครั้งยังเด็กไม่เคยมองเห็น (สงสัยมัวแต่เก็บเห็ด) ผมสนุกกับการอยู่กับเธออีกครั้ง แต่ช่วงเวลานั้นมันก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ผมกลับไปหา D อีกครั้ง และมีความสุขเมื่ออยู่กับ D ต่อไป… (อย่าหาว่าผมโง่ล่ะ)

(ระหว่างนั้นผมก็ไปขอให้เธอช่วยงานเป็นครั้งคราว แต่ก็ไม่บ่อยเท่าใดนัก เธอก็ยินดีช่วยผมเสมอ และผมก็รู้สึกดีเสมอเวลาอยู่กับเธอ…)

จนผมขึ้นม.ปลาย การเรียนในสายวิทย์และวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป ทำให้ผมได้พบกับ D น้อยลงเรื่อยๆ ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ที่เราห่างเหินกัน โดยที่ผมไม่รู้ตัว เราห่างกันเรื่อยๆ ทีละนิดๆ พอจบม.4ผมก็แทบไม่ได้พบกับ D อีกเลย…

จนตอนม.5 ผมไปสนใจเพื่อนผู้หญิงคนนึง ตอนนั้นผมยังไม่ค่อยเข้าใจอะไรๆเอามากๆ ผมพยายามเอา”สิ่งของ”เข้าช่วยเพื่อให้เขาสนใจผมบ้าง ตรงจุดนี้เอง ที่ทำให้ผมต้องไปพึ่งพาเธออีกครั้ง เริ่มจากของชิ้นแรกที่เธอช่วยผมทำ เพื่อนคนนั้นเหมือนจะชอบ (รึเปล่า 55+) จุดนั้นเอง มันทำให้ผมอยากทำชิ้นต่อๆไปเรื่อยๆ และทำให้ผมไปพบเธอบ่อยขึ้น บ่อยขึ้น และบ่อยขึ้นไปอีก…

ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้เหมือนกัน ที่การทำของดูเหมือนจะกลายเป็นจุดหมายรองไปซะงั้น แต่ผมกลับมีความสุขและสนุกเหลือเกินเวลาที่ได้อยู่กับเธอ บางอาทิตย์ผมคิดถึงเธอทั้งอาทิตย์ รอวันหยุดที่จะได้ไปเจอเธอ ไปช่วยกันทำงาน แทบรอไม่ไหวจริงๆ

เวลาผ่านไปเรื่อยๆ จากที่เคยเจอกันแค่ตอนทำของให้เพื่อนผม เราค่อยๆใช้เวลาร่วมกันมากขึ้น กลายเป็นว่าไม่ว่าผมจะมีงานชิ้นไหน งานส่งอาจารย์ งานดูเอง งานประกวด งานช่วยเพื่อน ฯลฯ เราแทบจะได้ช่วยกันทำทุกครั้ง ผมเองไม่รู้ว่า”รัก”คืออะไร แต่ถ้าจะให้ผมเลือกมาซักคนนึง ผมคิดว่าก็คงเป็นเธอคนนี้แหละครับ… นั่นเป็นจุดเริ่มต้นความฝันของผม ผมอยากจะเป็นคนที่รักเธอที่สุดในโลก…

จุดพลิกผัน…

ทางบ้านของผม สังคมโดยรอบๆตัวผมอยากให้ผมเรียนแพทย์ครับ ผมได้ยินเขาว่ากันว่าแพทย์เรียนหนักมาก (ตอนนั้นยังไม่ได้เข้ามาเรียนอ่ะ - -”) ถ้าผมไปเรียนแพทย์ ผมคงได้พบกับเธอน้อยลง หรือบางทีผมอาจจะต้องแยกจากเธอตลอดชีวิตเลยก็ได้มั้ง เพราะทางของเรามันคนละสายกันเหลือเกิน ผมเคยคิดหนีตามกันให้รู้แล้วรู้รอดหลายครั้ง แต่มาคิดถึงอนาคตตัวเองบวกกับสังคมที่คอยกดดันมา คิดถึงอะไรๆหลายๆด้าน รวมกับการที่ผมเรียนหนังสือพอไหวอยู่ ก็รู้สึกว่าน่าจะเรียนได้ …สุดท้ายผมก็หนีไม่ลงจริงๆ และเอนท์เข้าคณะแพทย์ มข.นี้

ในช่วงปีแรก การเรียนมันยังไม่มีอะไรมาก (จริงๆต้องบอกว่าผมไม่เอาอะไรมากมากกว่า) ความห่างไกลทำให้ผมคิดถึงเธอมากๆ แต่ดีที่คณะนี้ไม่ค่อยมีคนทำงานทางศิลปะ ผมเลยหาเรื่องรับงานมาเพื่อไปทำงานกับเธอได้บ่อยๆ หลายๆครั้ง เธอก็ทำให้ผมสนุกมากๆเช่นเคย เหมือนที่เคยเป็น… แน่นอน บางครั้งผมก็อดรู้สึกอยากซิ่วไปเรียนกับเธอให้มันรู้แล้วรู้รอดไม่ได้เหมือนกัน…

แต่ทว่า…มันดันมีหลายๆครั้ง โดยเฉพาะช่วงที่อะไรๆมันยุ่งเหยิงไปหมด (อาจเป็นเพราะผมเปลี่ยนไป) ที่ผมเริ่มรู้สึก”เบื่อ”เธอขึ้นมาเหมือนกัน

ในช่วงปี 2 ปีแห่งความสับสน ความสับสนในชีวิตหลายๆอย่าง การเข้ามาของเรื่องใหม่ๆ ความไม่แน่ใจในความเหมาะสมที่จะเป็นแพทย์ของตัวผมเอง การบริหารเวลาที่ห่วยสุดๆ ความกดดันที่เพิ่มมากขึ้น …ความเบื่อ ทวีความรุนแรงมากขึ้นจนผมทนต่อไปไม่ไหว…

สุดท้าย ผมก็คิดว่าเราคงไปกันไม่ได้ เราคงอยู่ด้วยกันตลอดเวลาไม่ได้ ผมจึงขอเว้นระยะระหว่างเราออกมาหน่อย ขอเป็นนานๆเจอกันทีได้มั้ย และผมก็มีความสุขดีกับทางเลือกนั้นครับ… ผมดีใจที่ไม่ได้หนีตามกันไปเมื่อตอนนั้น

[ชักขี้เกียจเขียนแล้วแฮะ ยาวจริงวุ้ย + หมดมุข - -” ]

นี่มันก็ผ่านมานานพอสมควรแล้ว ผมเคยคิดจะไปพบเธอหลายครั้ง แต่การเรียนที่ปล่อยเวลาให้ผมเป็นอิสระน้อยเหลือเกิน ทำให้ผมไม่มีโอกาสซักที ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเมื่อไหร่ที่จะได้เจอเธออีก จนกระทั่งผมรับงานออกแบบเสื้อสโมนี้มา ผมจึงมีโอกาสได้พบกับเธออีกครั้งครับ…และคิดว่ามันคงเป็นหนึ่งในโอกาสเพียงไม่กี่ครั้ง จนกว่าผมจะเรียนจบแพทย์ หรือจนผมเป็นหมอแล้วเลยด้วยซ้ำ…

ลายสกรีนนี้ ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับสโมเลยแม้แต่นิดเดียวยกเว้นคำว่า “สโม” กับ “Medicine” แต่มันเป็นภาพที่ผมทำขึ้น”เพื่อเธอ”ครับ เป็นภาพที่แทนความรู้สึกของผมที่มีต่อเธอ และแทนคำบางคำที่เป็นเหมือนความเชื่อมั่นและความหวังของผม ในเรื่องระหว่างเราสองคน

.

..

รูปหัวใจ แทนความรักระหว่างเรา…

ถึงเราจะไม่ได้พบกันบ่อยเหมือนเมื่อก่อนแล้ว แต่ความรักความผูกพันธ์ที่เรามี จะคงอยู่ตลอดไป เป็นหัวใจที่ถูกความทรงจำมากมายผูกมัดไว้ ไม่มีวันลบเลือนไป ถึงถูกหมูแฮมขับเบนซ์ชนก็จะไม่ลบไป… (ถ้าตูไม่สมองเสื่อมไปซะก่อน - -”)

เส้นที่ยื่นออกไปจากกลุ่ม เป็นเหมือนความหวังของผม ว่าซักวันนึง ไม่ว่าจะนานขนาดไหนก็ตาม เราต้องได้พบกันอีกแน่ๆ ไม่ว่าเราจะพบกันในฐานะอะไรก็ตาม… แต่เราต้องได้พบกันแน่นอนครับ

..

…และนี่คือคอนเซปท์ของภาพไงล่ะครับ

[จบมหากาพย์นิยายรักเด็กแพทย์ ฉบับน้ำเน่าเคล้าน้ำตา]

.

..

อ่ะ ก็จบแล้วนะครับ ก็งงตัวเองเหมือนกันว่ากะอีแค่จะอธิบายคอนเซปท์ภาพ ตูพล่ามอะไรมาตั้งยาว - -” ช่วงแรกๆแอบไหลให้อยู่ แต่พอมาช่วงกลางๆชักเริ่มขี้เกียจ + นึกคำพูดไม่ออก 55+ หลังๆก็เลยโดนตัดจบเหมือนปาหมอนคิงนั่นแหละครับ (ปาหมอนคิงเป็นมุขในหมู่คนอ่านการ์ตูน หมายถึงการ์ตูนเรื่องชาแมนคิง ซึ่งจบได้ “ปาหมอน” จริงๆ)

ก่อนจะจบโพสท์นี้ ผมอยากจะบอกว่า

- “เธอ”ที่โดนพาดพิงมาทั้งเรื่องนี้ จริงๆแล้วผมไม่ได้หมายถึง”คน”ครับ 555+ (ถึงจะใช้สรรพนามของคนไปหลายครั้งก็เถอะ - -”)โดยนิสัยผมไม่ใช่คนที่จะมาพูดเรื่องรักๆใครๆของตัวเองลงบลอกเท่าไหร่

- “D” หมายถึง Drawing ครับ แต่ก่อนผมชอบวาดรูปมากจริงๆ ส่วน”เธอ” หมายถึง”อะไร”ก็ไปเดากันเอาเองละกันนะครับ (ไม่ใช่ Photoshop นะ - -”)

- จริงๆก็มีสาเหตุอยู่นะครับที่พล่ามมาซะยาว คือการเขียนครั้งก่อนๆของผมจะมาแนวเหตุและผลเป็นสเตปๆเป็นขั้นๆไป พี่ราม ใช้คำว่ามาสไตล์ใช้สมองซีกซ้ายหนักๆ 55+ ครั้งนี้… ผมก็เลยอยากลองเขียนให้มันใช้สมองซีกขวาดูบ้าง ดูซิจะเป็นยังไง (รู้สึกก็ไม่ค่อยจะขวาให้เท่าไหร่เหมือนกันนะ - -”)
ปาหมอนอีกครั้ง แล้วก็จบครับ !!!

—————————————————————

ปล.
-ให้มันได้งี้ดิ ว่าจะอ่านหนังสือ คืนนี้ก็ไม่ได้อ่านอีกแล้ว -*-
-จนถึงเวลาปัจจุบัน ถึงเวลาว่างที่คณะมีให้จะน้อยเหลือเกิน แต่ผมก็ยังไม่คิดว่ามัน”หนัก”นะครับ ผมเชื่อว่าศักยภาพของคนเราสามารถรับสิ่งที่หนักกว่านี้ได้อีกเยอะ

Comments (35)

Category: My Nonsense, My Portfolio

Hello !!

สวัสดีครับ ยินดีต้องรับสู่ Rath จริงๆ นะ ไม่ใช่คนอื่น ก็อยู่มาได้ 1 ปีแล้วนะครับ สำหรับบลอกเดาๆบลอกนี้ ขอบคุณที่เข้ามาเยี่ยมกันนะครับ ^ ^ 1 ปีต่อจากนี้ก็ไม่รู้มันจะเป็นยังไงต่อไปเหมือนกันครับ อาจจะไม่ค่อยได้อัพบ่อยเท่าใดนัก อาจจะมีสาระน้อยลง อาจจะเห็นแก่เงินมากขึ้น ก็นไม่ทราบเหมือนกันครับ 55+