Rath จริงๆ นะ ไม่ใช่คนอื่น

Case Summary : National License Toxicity

Writing by rathjungzz on Wednesday, 12 of March , 2008 at 1:23 am

1 เดือนต่อมา นักศึกษาแพทย์มาพบแพทย์ตามนัด… แพทย์เห็นสภาพแล้วลงความเห็นว่าสมควรทำ CPR โดยด่วน - -”

พูดไปงั้น…จริงๆแล้วผมทำได้ทุกข้อเลยครับ แต่ผมกลัวว่าถ้าได้คะแนนเต็มขึ้นมาแล้วมันจะเด่นเกินไป เพื่อนๆอาจจะเครียดกันว่ากุก็อ่านตั้งเยอะทำไมไม่ได้มั่ง เห็นแก่เพื่อนๆครับ ผมก็เลยแกล้งกาผิดไปซัก 100-200 ข้ออ่ะครับ… (เหรอ - -”) ออกมาก็เลยไม่รู้มันจะผ่านให้รึเปล่า 55+

โพสท์นี้จะค่อนข้าง for medical students นะครับ อยากแชร์ประสบการณ์ของผมให้คนอื่นๆ

—————————————————————————–

My Strategy

มองกลยุทธ์ของตนเอง ผมยอมรับตามตรงเลยว่า มันเป็นแผนการอ่านหนังสือที่ไม่ค่อยฉลาดนักสำหรับการเตรียมตัวสอบ NL แต่ผมคิดว่านี่เป็นสิ่งจำเป็นกับชีวิตผมในฐานะหมอ คืออย่างที่บอกไปว่าผมติดนิสัยชอบอู้ไม่ยอมอ่านหนังสือไปสอบ มันทำให้หลายๆบทผมแทบไม่มีอะไรในหัว (esp. Physio & Pharmaco) ผมเลยรู้สึกว่าจะปล่อยให้ตัวเองขึ้นไปชั้นคลินิคทั้งๆแบบนี้มันก็ดูไม่ค่อยแนว ในหลายๆบทก็เลยตัดสินใจอ่านใหม่แบบดีๆมันทั้งบทเลย ถึงผ่านไปมันก็ลืมแต่อย่างน้อยก็ยังเคยเข้าใจมันมาแล้วรอบนึง พอถึงตอนต้องทวนขีวิตมันคงง่ายขึ้น อย่างน้อยก็พอจะพูดได้ว่าเนื้อหาส่วนใหญ่ก็เคยเข้าใจมาแล้วรอบนึง ไม่ได้จบพรีคลินิคมาแบบสั่วๆ

นั่นมันใน ideal ครับ ผมได้ย้อนไปอ่านในหลายๆเรื่องจริง แต่สุดท้ายผลออกมาจริงๆ ก็มีเรื่องที่จนปัจจุบันก็ยังไม่ได้อ่านเยอะแยะเต็มไปหมด สาเหตุมันก็จากอะไรหลายๆอย่างแหละนะครับ (โดยเฉพาะช่วงนรกอู้ยาว 1 อาทิตย์เต็มนั่น T.T) ก็ไปว่ากันอีกทีในชั้นคลินิคละกัน (esp. Pharmaco T.T)

ผมอ่านหนังสือหลักๆ 3 เล่มครับ (ในหลายๆบท บางบทก็อ่านแค่เล่มเดียว) คือ First aid USMLE step 1, BRS Pathology และ BRS Physiology มาคิดย้อนหลังแล้ว ผมคิดว่ามันเยอะเกินไปครับ มันทำให้ผมจำอะไรไม่ได้ ทั้งๆที่จำ First aid เล่มเดียวก็ตายหอกแล้ว แต่ที่ต้องอ่านเพราะผมรู้สึกว่า First aid มันอ่านไม่รู้เรื่องครับเพราะมันสรุปเกินไปสำหรับคนที่ไม่มีอะไรในหัวแบบผม (ถ้าคนที่พอมีไรในหัวอยู่แล้วมันจะกลายเป็นหนังสือที่ดีมาก อ่านแล้วเข้าใจ)

สัปดาห์สุดท้ายก่อนสอบก็กลับไปทำสิ่งที่แพทย์ขอนแก่นเราภาคภูมิใจว่าไม่ด้อยกว่าใครแน่ๆ นั่นคือการท่องข้อสอบเก่าครับ 55+ (และมันก็คุ้มจริงๆ) การที่ชั้นปีของผมแบ่งกลุ่มไปช่วยกันเฉลยข้อสอบจำนวนมหาศาล ข้อไหนไม่รู้ก็ไปถามอาจารย์มาให้ ผมว่ามันเป็นอะไรที่สุดยอดมากที่เราช่วยกันแบบนี้ ถ้ารุ่นเราผ่านกันได้เยอะๆก็คงจะดี บอกตามตรงถ้าไม่มีเพื่อนๆผมคงไม่มีลุ้นจะผ่านด้วยซ้ำ (ตอนนี้ก็ได้แค่ลุ้น T.T)

—————————————————————————–

My judgement day

“ไม่มีอะไร 100% ใน Medicine” เป็นประโยคที่อาจารย์คณะผมมักพูดเสมอครับ… ผมเข้าใจว่าอาจารย์ที่ออกข้อสอบก็คงต้องการจะสอนถึงประเด็นนี้ใช่มั้ยครับ ถึงได้ออกข้อสอบมาให้มีน้อยข้อมากๆที่กาไปแล้วมั่นใจได้ 100% จริงๆว่ามันจะถูก T.T (จริงๆอันนี้คาดว่าจะมีผมเป็นคนเดียว 55+) อาจารย์ช่างหวังดีกับผมจริงๆครับ ผมซึ้งใจมากเลยครับ อิอิ …แต่ถ้าว่าตามความรู้สึกจริงๆ ผมว่าโดยรวมเป็นข้อสอบที่สร้างสรรค์ครับ ช่วยให้ได้คิด วัดได้จริงว่าเด็กใช้ความรู้ที่มีเป็นมั้ย หรือแค่จำได้แบบนกแก้ว ผมอยากให้ข้อสอบคณะเราออกเป็นเคสให้หมด ไม่ต้องไปออกความจำอะไรลึกซึ้งที่ไม่เกิดประโยชน์ให้ชีวิตเท่าไหร่นอกจากการยึดพื้นที่ในสมองเราอยู่ไม่กี่วันแล้วก็ออกไป ออกคอนเซปท์หลักๆแต่ให้มันใช้ได้จริงดีกว่าเยอะนะ ผมว่า

ข้อสอบมี 2 ชุด A-B สอบสองตอนเช้า-บ่ายรวม 300 ข้อ แต่ผมไม่แน่ใจว่าข้อสอบมันเรียงระบบหรือเปล่า (ปอด หัวใจ สืบพันธุ์ ทั่วไป ฯลฯ) ช่วงบ่ายนั้นเรียงแน่ๆ แต่ช่วงเช้านี่สิที่ผมรู้สึกมันแปลกๆ เพราะงั้นก็อย่าหวังเลยดีกว่าครับว่าจะเดาตามระบบ และถ้าออกเรียงตามระบบ มันก็ไม่ได้เรียงระบบตามจุดประสงค์ที่มันแจกมา รวมถึง General Principle อาจมิกซ์กันกับ Systemic ก็ได้เช่นกัน อย่างเช่น GI ไม่จำเป็นต้องต่อด้วย KUB อาจจะไปต่อด้วย General Patho (ซึ่งอยู่ในกลุ่ม General Principle ที่ผมนึกว่ามันจะสอบช่วงเช้าซะอีก) อะไรแบบนี้ก็ได้ครับ

วิชาที่อ่านไปแล้วคุ้มที่สุดแน่นอนคือ Patho เพราะมันออกเป็นเคสหนิ ไม่ออกเป็นโรคจะให้ออกยังไง ส่วนไม่คุ้มที่สุดคือ biochem (มันออกถึง 10 ข้อมั้ยหนิ รู้สึกว่า Behav ยังออกเยอะกว่าเลย - -”) คุ้มอันดับสองคือ Physio อันดับสามคือ Pharmaco นอกนั้นก็กระจายๆกันไป embryo เองก็เหมือนจะออกเยอะกว่า gross นะ, Immuno ผมว่ายากมากเลย

ว่ากันตามระบบผมอยากให้ระวัง Hemato ไว้ดีๆครับ ผมว่าแพทย์ขอนแก่นเราอ่อนเรื่องนี้นะ สังเกตจากตอนเฉลยข้อสอบทุกคนงงระนาว ในขณะที่เรื่องอื่นเรายังไถๆไปได้

ออกโรคแปลกๆมั้ย? โรคบ้าอะไรไม่รู้ที่เกิดมาไม่เคยได้ยิน ออกบ้างครับ แต่น้อยกว่าโรคที่มัน Commonๆ ส่วนใหญ่ก็เป็นโรคที่พบในไทยด้วยครับ เพราะงั้น เวลาอ่าน First aid ไปสอบ ควรอ้างอิงกับที่เราเรียนในคณะ ถ้าโรคไหนคณะเราไม่สอนผมว่าก็ไม่ต้องไปสนใจหรอกครับ ออกน้อยมาก แอบสะท้อนว่าการเรียนการสอนของแพทย์ขอนแก่นก็ค่อนข้างครอบคลุมทีเดียว ^ ^

ข้อสอบเก่า…ออกค่อนข้างเยอะทีเดียวนะผมว่า แต่ไม่เยอะพอจะทำให้สอบผ่านได้ แต่ก็เป็นตัวช่วยเราที่ดี บางข้อมาหน้าเดิมเป๊ะๆ ส่วนบางข้อก็แอบไปตัดต่อพันธุกรรมมาเล็กน้อย เช่น มันเคยตอบ B เขาก็เปลี่ยนโจทย์นิดหน่อยให้มันไปตอบ C แทน หรือเราจำได้ว่ามันเคยตอบโรคนี้ มันก็เลี่ยงไปถามว่าไอ้โรคเนี้ยมันเกิดยังไงแทน (แล้วก็ตอบไม่ได้ไปตามระเบียบ - -”) เพราะงั้นเวลาอ่านข้อสอบเก่าต้องอ่านให้รู้จริงๆเกี่ยวกับคำตอบแต่ละข้อ (ซึ่งผมไมได้ทำ T.T)

หลังจากทำข้อสอบเสร็จ เขาจะให้เรานั่งอยู่ในนั้นจนหมดเวลาครับ ห้ามออกมาก่อน เพราะงั้นจะกะรีบๆทำให้เสร็จแล้วออกมาอ่านไม่ได้

บอกตามตรงว่าไม่มั่นใจว่าจะผ่านหรือเปล่า แต่คิดว่าคะแนนน่าจะอยู่เกาะๆเกณฑ์ ผ่านก็ผ่านไม่มาก ตกก็ตกไม่มาก

เผื่อมีคนอยากรู้ กระดาษคำตอบเป็นกระดาษถนอมสายตาด้วยนะครับ ^ ^

—————————————————————————–

My Ideal

1. ผมคิดว่าคนที่จะทำข้อสอบนี้ได้คะแนนเยอะ มันควรจะเป็นคนที่มีความรู้ในระดับ Long-term memory เยอะพอสมควรนะครับ การจะไปหวังเอาใน 1 เดือนที่เขาเว้นให้นี่ผมค้นพบแล้วว่ามันไม่ค่อบเวิร์คเอาซะเลย - -” ที่บอกว่า Long-term นี่ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องจำทุกอย่างแบบบ้าพลังแบบตอนเราไปสอบย่อย Midterm-Final อะไรแบบนี้นะครับ แต่ให้เราจำและเข้าใจคอนเซ็ปท์หลักๆของบทนั้นๆได้ก็พอแล้ว

2. ผมค้นพบว่าสิ่งที่จะช่วยชีวิตเราไว้ได้ในช่วง 1 เดือนก่อนสอบนี้ คือ Short Note เท่านั้นเลยครับ (First aid มันก็คือ Short note แบบนึงจริงป่าวล่ะ) เพราะงั้น ผมอยากให้น้องๆปี 2-3 ซื้อ first aid (และหนังสือสรุปเล่มอื่นๆ) เอาไว้เลยครับ (ถ้าอยากได้ edition ใหม่ก็ยังไม่ต้องซื้อเล่มจริงก็ได้ ไปร้านซีรอกซ์แล้วบอกเขาไปว่าไม่เอาภาพสีด้วยก็ดีเพราะรู้สึกมันไม่ค่อยเกิดประโยชน์นอกจากแพงเฉยๆ) หรือใครจะทำ Short note เป็นของตัวเองก็ได้นะ …ทีนี้พอจะอ่านหนังสือไปสอบ ก็แบ่งเวลาซักนิดมาอ่าน First aid ไปด้วยเลย ตรงไหนที่มันสรุปไว้ (เกินไป) ก็เขียนอธิบายไว้ซักนิดนึง คือหนังสือมันจะมาแบบนี้ครับ โรค A มีอาการ a,b,c,d …เวง แล้วไอ้ abcd นี่มันเกิดได้ไง มันจะไม่อธิบายกลไกเราเลยนะ นั่นแหละที่เราน่าจะเสียเวลามาเขียนอธิบายไว้ซักนิดนึงตอนที่เรายังรู้ว่ามันเกิดเพราะอะไร First aid เองก็จะช่วยเราสรุปเนื้อหาด้วย สรุปคุ้มแน่ๆ

3.ไอ้หน้าท้ายๆที่ร้านซีรอกซ์มันตัดทิ้งไป ที่เป็นส่วนเอาหนังสือสรุปวิชาต่างๆมาให้เกรดความเจ๋งน่ะ ผมว่าโคตรจะมีประโยชน์เลย หลายๆเล่มถ้าได้มาลองอ่านดูแล้วจะพบว่ามันเจ๋งมากๆ เช่น BRS Physiology (เล่มนี้ได้เกรด A) อย่างเล่มเนี้ย อ่านแล้วเข้าใจมากๆเลยนะ คือ ศิริราชมันเป็น text ไง มันยาวเกินไป(แถมอ่านไม่ค่อยจะรู้เรื่อง แต่ก็มีอยู่เล่มเดียวเนาะ - -”) BRS เล่มนี้จะสรุปสิ่งสำคัญๆมาให้เราพอเข้าใจคอนเซ็ปท์หลักๆได้ (ไม่เข้าใจอย่างน้อยก็ช่วยให้อ่านศิริราชง่ายขึ้น) เป็นหนังสือที่ทำให้ผมรู้สึกว่า Physio (ซึ่งเป็นวิชาที่ผมแทบไม่เคยเรียน) นี่มันก็สนุกดีเหมือนกันนะ …เล่มอื่นๆที่มันแนะนำก็ดีเหมือนกันครับ บอกร้านซีรอกซ์มันอย่าตัดออก (ถ้าว่างๆผมอาจจะมา Review หนังสือพวกนี้ที่ผมใช้) ใช้พวกมันประกอบการเรียนแล้วชีวิตเราจะดีขึ้น (ไม่เละเหมือนผม - -”)

—————————————————————————–

My summary

บอกตามตรงว่าไม่มั่นใจว่าจะผ่านหรือเปล่า แต่คิดว่าอย่างน้อยๆก็ได้มาพอรู้แนวนะครับ อ่านะ ไม่ผ่านก็สอบอีกคงผ่านซักวัน ^ ^

ขอให้เพื่อนๆทุกคนสอบผ่านครับ

จบครับ

—————————————————————————–

ปล.
-โพสท์นี้เขียนแบบโคตรรีบอภิมหารีบ ภารกิจยุ่งเหยิง แถมพรุ่งนี้ก็จะไป(เที่ยว)ลาวอีก คิดๆไว้ว่าจะเขียนอะไรมั่งก็ลืมไปแล้ว ถ้ากลับมาว่างๆอาจมา edit เพิ่ม
-ผมถอยหนอนออกมาแล้วครับ ^ ^ เดี๋ยวเอามันไประเบิดพลังอยู่เวียงจันทน์ (ตอนแรกว่าจะซื้อ D40x แต่เห็นเขาว่ามันหาเลนส์ยาก เลยไม่เอาดีกว่า)
-แอบลิ๊งค์ไปร้านตัวเองหมดเลย 55+ก็นะ ไหนๆจะลิ๊งค์ทั้งที แต่หนังสือที่ผมแนะนำไปมันเจ๋งจริงๆนะ

Comments (11)

Category: My Life, My Medicine

Hello !!

สวัสดีครับ ยินดีต้องรับสู่ Rath จริงๆ นะ ไม่ใช่คนอื่น ก็อยู่มาได้ 1 ปีแล้วนะครับ สำหรับบลอกเดาๆบลอกนี้ ขอบคุณที่เข้ามาเยี่ยมกันนะครับ ^ ^ 1 ปีต่อจากนี้ก็ไม่รู้มันจะเป็นยังไงต่อไปเหมือนกันครับ อาจจะไม่ค่อยได้อัพบ่อยเท่าใดนัก อาจจะมีสาระน้อยลง อาจจะเห็นแก่เงินมากขึ้น ก็นไม่ทราบเหมือนกันครับ 55+